Skip to main content

จัดฟันในเด็ก

เขียนโดย Belixdental

หลายคนอาจเข้าใจว่า  การจัดฟัน เป็นเรื่องของวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว การจัดฟันในเด็ก คือช่วงเวลาทองที่สามารถช่วยปรับโครงสร้างขากรรไกรและฟันให้เรียงสวยตั้งแต่เนิ่น ๆ 

ความสำคัญของสุขภาพช่องปากและฟันในวัยเด็ก

สุขภาพฟันในวัยเด็ก เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อ:

  • การเคี้ยวอาหารและการเจริญเติบโตทางร่างกาย
  • การพูด การออกเสียง และความมั่นใจในการยิ้ม
  • การพัฒนาทางอารมณ์และสังคมของเด็ก

และฟันน้ำนมในเด็ก ก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “รอให้ฟันแท้ขึ้น” แต่เป็น “รากฐานของการสบฟันและโครงหน้าในอนาคต” ด้วย หากฟันน้ำนมหายไปก่อนเวลา หรือเกิดฟันผุเรื้อรัง อาจส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นเบี้ยวหรือขากรรไกรพัฒนาไม่สมดุลได้ค่ะ

ควรพาลูกไปหาหมอฟันตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ผู้ปกครองควรเริ่มนำบุตรหลานมาพบทันตแพทย์ ตั้งแต่มีฟันซี่แรกขึ้นในปากหรืออายุไม่เกิน1 ปี เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและรับคำแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปาก

  • ตรวจสุขภาพช่องปากเบื้องต้น
  • แนะนำวิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง
  • ให้คำแนะนำเรื่องอาหารและการใช้ขวดนม / จุกนม

จากนั้นควรพาน้องมาตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน ตามความเสี่ยงการเกิดฟันผุ เคลือบฟลูออไรด์ และติดตามการขึ้นของฟันแท้ การพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอนอกจากการดูแลสุขภาพช่องปากให้ห่างไกลโรคฟันผุแล้ว ผู้ป่วยเด็กก็จะได้รับการประเมินการเจริญเติบโตของขากรรไกรซึ่งส่งผลต่อการสบฟันของผู้ป่วย ห่างพบปัญหาที่ควรรีบรักษา จะได้รับการแก้ไขเพื่อลดโอกาสการเกิดความผิดปกติของการสบฟันต่อไป

ทำไม “การจัดฟันในเด็ก” ควรได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ

ช่วงวัยเด็กคือ ช่วงเวลาทองของการเจริญเติบโตของขากรรไกร หมอสามารถใช้เครื่องมือบางอย่างช่วย ขยายเพดานฟัน หรือ ควบคุมการโตของขากรรไกร ให้เหมาะสมได้ ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาฟันซ้อน ฟันสบคร่อม หรือฟันยื่นในอนาคต

ข้อดีของการเริ่มจัดฟันตั้งแต่เด็ก

  • ใช้แรงจัดฟันเบากว่า
  • ระยะเวลาสั้นกว่า
  • ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติมากกว่า
  • ลดความจำเป็นในการถอนฟันหรือผ่าตัดตอนโต

แล้วทำไมสมัยก่อน เด็กไม่ค่อยจัดฟัน?

จริง ๆ แล้ว การจัดฟันในเด็กมีมานานมากแล้วค่ะ เพียงแต่ในยุคนั้นจะเรียกว่า “Orthopedic treatment” เป็นการ “จัดโครงหน้าและขากรรไกร” มากกว่าการจัดฟันด้วยลวดแบบที่เราคุ้นเคย อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น Head Gear กรงเหล็กหรือสายรัดศีรษะที่หลายคนเคยเห็นในภาพยนตร์คลาสสิก อย่าง Charlie and the Chocolate Factory เป็นต้น

ในอดีต ทันตแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้าน Orthopedic ยังมีไม่มาก และผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็อาจไม่เคยพาลูกไปตรวจตั้งแต่เล็ก ทำให้พลาดช่วงเวลาที่สามารถ “ปรับโครงหน้า” ได้ดีที่สุดไป อีกความเข้าใจหนึ่งที่คนมักมีคือ “ต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบก่อนถึงจะจัดได้” ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไปเลยค่ะ เพราะบางเคสสามารถเริ่มจัดฟันระยะต้น (Interceptive / Orthopedic) ตั้งแต่ช่วงฟันน้ำนมผสมฟันแท้ เพื่อแก้ปัญหาโครงขากรรไกรได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ 

ปัจจุบันมี เทคโนโลยีทันตกรรมสำหรับเด็ก ที่ก้าวหน้าและเข้าถึงง่ายขึ้นมาก เช่น

  • จัดฟันใสในเด็ก (Invisalign First)
  • เครื่องมือควบคุมการเจริญของขากรรไกรบางส่วน (IPE)

ทำให้เราสามารถเริ่มดูแลและจัดฟันได้ตั้งแต่อายุเพียง 6–8 ปี อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบหน้าให้สวยสมดุลตั้งแต่ต้นค่ะ

จัดฟันในเด็ก

จัดฟันในเด็ก คืออะไร?

“การจัดฟันในเด็ก” หรือที่เรียกทางเทคนิคว่า dentofacial orthopedics บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “orthopedic treatment” จริง ๆ แล้วมีมานานมาก  ย้อนไปได้กว่า 80 – 100 ปี แล้วในวงการทันตกรรมทั่วโลกค่ะ 

จุดเริ่มต้นของ orthodontics & orthopedics

ศาสตร์การ จัดฟัน (orthodontics) เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงปี 1930 – 1940s เป็นต้นมา นักทันตแพทย์เริ่มสังเกตว่า ปัญหาการสบฟันผิดปกติในเด็กเล็กจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากฟันเท่านั้น แต่เกิดจากโครงกระดูกใบหน้าและขากรรไกรที่เติบโตผิดทิศทางด้วย

จึงเกิดแนวคิด “dentofacial orthopedics”  คือการใช้เครื่องมือช่วยควบคุมและชี้นำการเจริญเติบโตของขากรรไกร เพื่อให้โครงหน้าและฟันเติบโตไปในทิศทางที่เหมาะสม

หลักการของ Orthopedic Treatment ในเด็ก

การจัดฟันในเด็ก สามารถเริ่มได้ในช่วง วัยกำลังโต (6 – 10 ปี) เพราะกระดูกยัง “responsive” ต่อแรงที่ควบคุมได้ โดยใช้เครื่องมือ functional appliances เช่น

  • Twin Block
  • Frankel appliance
  • Face mask / Chin cup
  • Expansion plate

เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญของขากรรไกรบน – ล่าง  เช่น เด็กขากรรไกรล่างยื่น → ใช้ face mask ดึงขากรรไกรบนให้โตมากขึ้น หรือ เด็กขากรรไกรบนแคบ → ใช้เครื่องมือขยายเพดาน (expander) เพื่อเปิดแนวกะโหลกกลาง

แล้วทำไมคนทั่วไปไม่ค่อยเคยได้ยิน? เหตุผลหลัก ๆ มีหลายข้อค่ะ ดังนี้

1. ในไทยทันตกรรมเด็กกับจัดฟันมักถูกแยกสายชัดเจน

เด็กเล็กส่วนใหญ่ไปหาหมอฟันเด็ก (pedodontist) เพื่อป้องกันฟันผุ  แต่ยังไม่ถึงวัยที่พ่อแม่คิดเรื่อง “จัดฟัน”  พอเริ่มโตจึงค่อยถูกส่งต่อมาหมอจัดฟัน  ซึ่งตอนนั้น ช่วงทองของการควบคุมโครงกระดูก อาจผ่านไปแล้ว

2. Orthopedic treatment ต้องการความรู้เฉพาะทางสูง + ความร่วมมือจากเด็กและครอบครัวมาก

เครื่องมือส่วนใหญ่ต้องใส่ต่อเนื่องทั้งวันเป็นเดือน ๆ ถ้าเด็กไม่ให้ความร่วมมือ ผลลัพธ์จะไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้หมอบางท่านเลือกเริ่มจัดฟันเมื่อเด็กโตพอที่จะให้ความร่วมมือแทน

3. สื่อไทยไม่ค่อยสื่อสารเรื่องนี้ในเชิง “ป้องกัน”

คนจึงคุ้นกับภาพ “จัดฟันตอนมัธยม” มากกว่า “จัดฟันควบคุมโครงกระดูกตอนเด็กประถม”

4. ปัจจุบัน Orthopedic treatment กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

โดยเฉพาะหลังจากมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น

  • Invisalign First
  • Myobrace / Trainer systems

ที่สามารถใช้หลักการ orthopedic ได้ แต่ใส่ง่ายกว่าเครื่องมือรุ่นเก่า เด็กยอมรับได้มากขึ้น  และได้ผลทั้งในเชิงโครงสร้าง ,ฟัน และพฤติกรรมกล้ามเนื้อช่องปาก

สัญญาณที่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์จัดฟัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติของฟันและการสบฟันของลูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากพบสัญญาณต่อไปนี้ แนะนำให้พาเด็กเข้ารับการตรวจและปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้การรักษาง่ายและได้ผลดีกว่าในระยะยาวค่ะ

1. ฟันแท้ขึ้นซ้อน หรือฟันน้ำนมไม่ยอมหลุด

ฟันแท้ขึ้นแทรกด้านหลังหรือด้านข้าง แต่ฟันน้ำนมยังไม่หลุด อาจจำเป็นต้องถอนฟันน้ำนมเพื่อเปิดทางให้ฟันแท้ขึ้นในตำแหน่งที่เหมาะสม หากปล่อยไว้ อาจทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่งและเกิดการเรียงตัวผิดปกติถาวรได้

2. ฟันหน้าซ้อน หรือฟันเรียงตัวผิดปกติ

อาจเกิดจากขากรรไกรบนแคบ ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมือขยายเพดาน หรือเกิดจากพื้นที่ในช่องปากไม่เพียงพอ อาจต้องพิจารณาการจัดเรียงฟันหรือถอนฟันน้ำนมบางซี่ การแก้ไขตั้งแต่วัยเด็กช่วยลดโอกาสต้องถอนฟันในอนาคตได้

3. ฟันเก ฟันล้น หรือการสบฟันผิดปกติ

ฟันเก ฟันล้น หรือการสบฟันผิดปกติ เช่น crossbite, deep bite, open bite สังเกตได้จากการกัดฟันในท่าปกติ เช่น

  • ฟันล่างคร่อมฟันบน อาจสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของขากรรไกรล่างที่มากเกินไป
  • ฟันบนคร่อมฟันล่างลึกมาก เสี่ยงต่อการสึกของฟันล่างหรือความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร
  • ฟันหน้ากัดไม่ถึงกัน มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดูดนิ้วหรือการใช้จุกนมหลอก

ความผิดปกติในกลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงอายุประมาณ 6–9 ปี ซึ่งสามารถช่วยปรับหรือควบคุมการเจริญเติบโตของขากรรไกร และลดโอกาสต้องรักษาด้วยการผ่าตัดในอนาคตได้

4. ฟันหรือขากรรไกรดูไม่สมมาตร

  • ยิ้มแล้วฟันไม่อยู่กึ่งกลางใบหน้า
  • เคี้ยวอาหารข้างเดียวเป็นประจำ
  • ใบหน้าหรือขากรรไกรเบี้ยว หรือยื่นด้านใดด้านหนึ่ง

กรณีนี้ทันตแพทย์อาจพิจารณาตรวจโครงสร้างกระดูกเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพเอกซเรย์สามมิติ เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของขากรรไกร

เช็กลิสต์ พฤติกรรมหรือสัญญาณเสี่ยงที่อาจกระทบการสบฟันของเด็ก

คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมเหล่านี้

  1. ดูดนิ้ว หรือใช้จุกนมหลอกเกินอายุ 3 ปี
  2. หายใจทางปากเป็นประจำ
  3. ลิ้นดันฟันขณะพูดหรือกลืน
  4. ฟันน้ำนมหลุดช้ากว่าปกติ
  5. ฟันแท้บางซี่ขึ้นช้า

พฤติกรรมบางอย่างของเด็กในช่วงวัยเจริญเติบโต อาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันและการพัฒนาของขากรรไกรโดยที่คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันสังเกต หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ปัญหาการสบฟันผิดปกติในอนาคตได้ การสังเกตพฤติกรรมตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับคำปรึกษาจากทันตแพทย์จัดฟัน จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และลดความซับซ้อนของการรักษาในระยะยาว

การจัดฟันในเด็ก ควรทำตอนนี้ vs รอให้โต ควรเลือกแบบไหน?

หัวข้อเปรียบเทียบจัดฟันเลยตั้งแต่เด็กรอตอนโต
ระดับความเจ็บเจ็บน้อยกว่า ปรับโครงสร้างตามการเจริญเติบโตธรรมชาติเจ็บมากกว่า เพราะต้องขยับฟันและโครงสร้างที่โตเต็มที่แล้ว
โอกาสถอนฟันแท้มักไม่ต้องถอนฟันแท้ เพราะมีพื้นที่ให้ฟันขึ้นมีโอกาสสูงต้องถอนฟันแท้เพื่อแก้ฟันซ้อน
ความซับซ้อนของการรักษาลดความรุนแรงของปัญหาในระยะยาวปัญหาซับซ้อนกว่า แก้ยากกว่า
ระยะเวลาการจัดฟันใน Phase 2สั้นลงมาก หรือบางเคสไม่จำเป็นต้องจัด Phase 2ใช้เวลานานขึ้น
โอกาสต้องผ่าตัดขากรรไกรลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนความเสี่ยงสูงขึ้นในเคสโครงสร้างผิดปกติ
ผลต่อความมั่นใจของเด็กเด็กยิ้มมั่นใจขึ้นในวัยเรียนเด็กอาจเสียความมั่นใจช่วงสำคัญของการพัฒนา
ผลต่อการสบฟันและการพูดช่วยปรับการสบฟันและการออกเสียงตั้งแต่ต้นแก้ช้ากว่า อาจกระทบการใช้งานระยะยาว
ผลลัพธ์ระยะยาวเป็นการ “วางรากฐาน” ที่ดีให้ฟันถาวรเป็นการ “แก้ปัญหา” มากกว่าป้องกัน

สัญญาณที่ “ดี” (ไม่ต้องตกใจ)

ถ้าฟันน้ำนมเรียงตัวสวยแต่มีช่องห่างเล็กน้อย เป็นสัญญาณดีมาก  เพราะแปลว่าขากรรไกรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับฟันแท้ที่จะขึ้นในอนาคต ไม่ต้องรีบจัดฟันก็ได้ค่ะ

วิธีจัดฟันในเด็ก มีกี่แบบ?

การจัดฟันในเด็ก มีหลายรูปแบบ หมอจะเลือกให้เหมาะกับปัญหาและช่วงวัยของแต่ละคน โดยหลัก ๆ ที่ Belix dental แบ่งออกเป็นการรักษาออกเป็น 3 แบบค่ะ

1. เครื่องมือแบบถอดได้ (Removable Appliance)

  • เหมาะกับเด็กอายุ 6–10 ปี ที่มีฟันคร่อมหรือขากรรไกรแคบ
  • ถอดออกได้เวลาทานอาหาร
  • ราคาย่อมเยา (ประมาณ 8,000–15,000 บาท)
  • ต้องใส่ต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลชัดเจน

2. เครื่องมือแบบติดแน่นบางส่วน (2×4 Fixed Appliance)

  • ติด bracket เฉพาะฟันหน้าแท้และฟันกรามแท้บางซี่
  • ควบคุมการเคลื่อนฟันได้แม่นยำ
  • เหมาะกับฟันหน้าขึ้นซ้อน ฟันเก หรือฟันสบคร่อม
  • ราคาประมาณ 10,000–20,000 บาท

3. จัดฟันใสในเด็ก (Clear Aligner / Invisalign First)

  • เครื่องมือใสออกแบบเฉพาะบุคคลด้วยระบบ 3 มิติ
  • ใส่ง่าย ไม่ระคายเคือง และแทบมองไม่เห็น
  • ถอดออกได้ตอนกินหรือแปรงฟัน
  • เหมาะกับเด็กที่มีฟันซ้อนเล็กน้อยถึงปานกลาง
    ค่าใช้จ่ายเริ่มประมาณ 80,000–120,000 บาท

ข้อควรจำ: ไม่มีเครื่องมือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน การตรวจประเมินโดยหมอเฉพาะทางคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดค่ะ

ข้อดีของการจัดฟันตั้งแต่วัยเด็ก

  • ป้องกันปัญหาฟันสบผิดปกติในอนาคต ช่วงวัยเด็ก หมอสามารถควบคุมการเจริญของขากรรไกรได้ง่ายกว่า ลดความเสี่ยงการผ่าตัดขากรรไกรตอนโต
  • ลดโอกาสฟันซ้อน ฟันเก เพราะสามารถเปิดพื้นที่ให้ฟันแท้ขึ้นได้ถูกตำแหน่ง และในบางเคสสามารถป้องกันไม่ให้ต้องถอนฟันแท้ในอนาคตได้เลย
  • ช่วยเสริมบุคลิกและความมั่นใจ ฟันเรียงสวยตั้งแต่เด็กทำให้กล้ายิ้ม กล้าพูด ส่งผลต่อการมีบุคลิกและ self-esteem ที่ดีในวัยเรียนอย่างมาก
  • ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว เมื่อโครงสร้างฟันและขากรรไกรถูกจัดตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ไม่ต้องแก้ปัญหาซับซ้อนตอนโตเช่น ถอนฟัน 4 ซี่ หรือใส่รีเทนเนอร์นาน
  • เสริมพฤติกรรมกล้ามเนื้อช่องปากให้ถูกต้อง การจัดฟันในเด็กมักมีเครื่องมือที่ช่วย “ฝึกกล้ามเนื้อการกลืน การหายใจ การพูด”  เพื่อให้พฤติกรรมการหายใจทางปาก / ลิ้นดันฟัน / ดูดนิ้ว ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการสบฟันผิดปกติ นี้หายไปตั้งแต่ต้น

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการจัดฟันในเด็ก

ราคาการจัดฟันเด็กจะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือและความซับซ้อนของเคส โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 8,000 – 150,000 บาท ซึ่งแบ่งได้ตามประเภทของเครื่องมือดังนี้

ประเภทเครื่องมือระยะเวลาการรักษาข้อดีข้อเสียค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
เครื่องมือแบบถอดได้ (Removable Appliance)ประมาณ 6–12 เดือนราคาย่อมเยาถอดออกได้ขณะรับประทานอาหารหรือแปรงฟันเคลื่อนฟันได้เพียงบางทิศทางเครื่องมือค่อนข้างหนา อาจใส่ไม่สบายในบางรายอาจสูญหายได้ง่าย8,000–15,000 บาท
เครื่องมือแบบติดแน่นบางส่วน (2×4 Fixed Appliance)ประมาณ 6–12 เดือนควบคุมทิศทางการเคลื่อนฟันได้ดีไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็กมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือติดแน่น ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากทำความสะอาดฟันได้ยากขึ้นอาจเกิดแผลในช่องปากจากลวดหรือเหล็กจัดฟัน10,000–20,000 บาท
เครื่องมือจัดฟันใส (Clear Aligner / Invisalign First)ประมาณ 6–18 เดือนดูสวยงาม แทบมองไม่เห็นเครื่องมือบาง ใส่สบายควบคุมการเคลื่อนฟันได้แม่นยำถอดออกได้ขณะรับประทานอาหารหรือแปรงฟันราคาค่อนข้างสูงอาจสูญหายได้ง่าย หากไม่เก็บอย่างเหมาะสม89,000–119,000 บาท

หมายเหตุ: ระยะเวลาการรักษาและค่าใช้จ่ายที่ระบุเป็นเพียงข้อมูลโดยประมาณ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก และขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของปัญหาการสบฟัน รวมถึงแผนการรักษาเฉพาะของเด็กแต่ละราย ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายในการจัดฟัน

ค่าใช้จ่ายของแต่ละเคสจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ชนิดของเครื่องมือ – แบบถอดได้จะราคาย่อมเยากว่าแบบติดแน่นหรือแบบใส
  • ระดับความยากของเคส – หากมีปัญหาโครงขากรรไกรหรือฟันซ้อนหลายตำแหน่ง อาจต้องใช้เครื่องมือร่วมกันหลายชนิด
  • ระยะเวลาในการรักษา – เคสที่ใช้เวลานานย่อมมีค่าใช้จ่ายมากกว่า
  • เทคโนโลยีและประสบการณ์ของทันตแพทย์ – เช่น การสแกน iTero, การวางแผน 3D หรือใช้เครื่องมือจากแบรนด์ Invisalign First ซึ่งมีความแม่นยำสูง

ระยะเวลาในการรักษาโดยเฉลี่ย

โดยทั่วไป การจัดฟันในเด็กจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน – 1.5 ปี

  • เคสที่เป็นเพียง “การควบคุมการเจริญเติบโต” หรือ “ขยายขากรรไกร” มักใช้เวลาเพียง 6–12 เดือน
  • เคสที่ใช้เครื่องมือแบบใส เช่น Invisalign First อาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่สบายและแม่นยำมากกว่า

การดูแลช่องปากของเด็กระหว่างจัดฟัน

หลังเริ่มจัดฟันแล้ว การดูแลความสะอาดในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเครื่องมือจัดฟันจะมีส่วนที่กักคราบอาหารได้ง่าย เด็กจึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษค่ะ 

วิธีแปรงฟันและเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาด

สำหรับเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น (Braces)

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยแปรงขนนุ่มหัวเล็ก
  • ใช้ แปรงจัดฟัน (Orthodontic brush) หรือ interdental brush เพื่อทำความสะอาดรอบเหล็กและลวด และแนะนำให้ใช้ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ (1000–1450 ppm)
  • ใช้ไหมขัดฟันชนิดสำหรับคนจัดฟัน เช่น Superfloss หรือ เครื่องฉีดน้ำ (Water flosser) เพื่อทำความสะอาดใต้ลวด

 สำหรับเครื่องมือถอดได้ (Invisalign First / Myobrace / Retainer)

  • ถอดเครื่องมือออกก่อนแปรงฟันทุกครั้ง
  • แปรงฟันและเหงือกตามปกติ แล้วค่อยแปรงเครื่องมือด้วยแปรงนุ่ม (ไม่ควรใช้ยาสีฟันเพราะจะทำให้ผิวเครื่องมือขุ่น)
  • แช่เครื่องมือในน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะ ตามคำแนะนำของทันตแพทย์

Tip:  ฝึกให้ลูกแปรงฟันหลังอาหารกลางวันหรือทานขนม ดื่มน้ำอัดลม โดยพกแปรงขนาดพกพาไว้ที่โรงเรียน จะช่วยลดคราบอาหารในเครื่องมือได้มากเลยค่ะ

อาหารที่ควรเลี่ยง

ควรหลีกเลี่ยง:

  • ของแข็งมาก เช่น ถั่ว กะละแม ข้าวเกรียบแข็ง หรือน้ำแข็ง
  • ของเหนียว เช่น คาราเมล เยลลี่เหนียว ขนมหนึบ
  • น้ำอัดลม และของหวานที่มีน้ำตาลสูง เพราะทำให้ฟันผุรอบเหล็กจัดฟันได้ง่าย
  • ผลไม้แข็ง เช่น แอปเปิ้ล ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กก่อนกัด

 กินได้แต่ควรระวัง:

  • ผลไม้เนื้อแข็ง  ควรหั่นก่อนกัด
  • ขนมปังเหนียวหรือพิซซ่า  ควรแบ่งเป็นคำเล็ก ๆ
  • หากใช้เครื่องมือถอดได้  ถอดออกก่อนทานทุกครั้ง และล้างปากก่อนใส่กลับ

การพบทันตแพทย์ตามนัด

  • ทันตแพทย์จะปรับแรงจัดฟันให้เหมาะสมทุก 4 – 6 สัปดาห์
  • ตรวจหาจุดเสี่ยงฟันผุหรือเครื่องมือหลวม เพื่อป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม
  • สำหรับเคส Invisalign First ทันตแพทย์จะใช้เครื่องสแกน iTero ตรวจการขยับฟันอย่างแม่นยำ
  • เด็กเล็กควรเคลือบฟลูออไรด์ทุก 3 – 6 เดือน เพื่อป้องกันฟันผุระหว่างจัดฟัน

Tip: หากเครื่องมือหลุด เด็กบ่นเจ็บ หรือมีแผลในช่องปาก ไม่ควรรอถึงวันนัด ให้โทรปรึกษาทันตแพทย์ทันทีเพื่อปรับแก้ค่ะ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็ก

1. อายุที่เหมาะสมที่สุดในการพาลูกมาตรวจประเมินเพื่อจัดฟันคือเท่าไหร่?

ตอบ : โดยทั่วไปแนะนำให้เด็กเข้ารับการตรวจประเมินครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 7 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ฟันแท้เริ่มขึ้น และขากรรไกรยังอยู่ในระยะกำลังพัฒนา ทำให้ทันตแพทย์สามารถประเมินแนวโน้มปัญหาและวางแผนการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย ที่เน้นการตรวจคัดกรองตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

2. จัดฟันเด็กช่วงฟันน้ำนม (Phase 1) ต่างจากการจัดฟันตอนวัยรุ่นอย่างไร?

ตอบ : การจัดฟันในช่วงฟันน้ำนมหรือระยะ Phase 1 จะเน้นการแก้ไขโครงสร้างและเตรียมพื้นที่ในช่องปาก เช่น การขยายขากรรไกร หรือการปรับการเจริญเติบโตของกระดูก เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหาในอนาคต

ส่วนการจัดฟันในวัยรุ่นจะเป็นการจัดเรียงฟันแท้ที่ขึ้นครบแล้ว ให้เรียงตัวเหมาะสมและสวยงาม รวมถึงปรับการสบฟันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกควรเริ่มจัดฟันก่อนวัยอันควร?

ตอบ : คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตสัญญาณได้จากพฤติกรรมหรือความผิดปกติต่อไปนี้

  • ชอบใช้ลิ้นดุนฟัน หรือดันฟันหน้าขณะพูดหรือกลืน
  • ดูดนิ้ว หรือใช้จุกนมหลอกต่อเนื่องเกินวัยที่เหมาะสม
  • ฟันหน้ายื่นมาก หุบปากไม่สนิท หรือริมฝีปากปิดไม่ลง
  • ฟันล่างคร่อมฟันบน (สบฟันกลับ) เมื่อกัดฟันเข้าหากัน
  • ฟันเรียงซ้อน ฟันเก หรือมีช่องว่างระหว่างฟันผิดปกติ
  • ออกเสียงบางคำไม่ชัด โดยเฉพาะเสียงที่ใช้ลิ้นและฟันหน้า
  • หายใจทางปากเป็นประจำ แม้ไม่ได้เป็นหวัด
  • เคี้ยวอาหารลำบาก หรือใช้ฟันเพียงข้างเดียวบ่อย ๆ
  • ใบหน้าดูไม่สมดุล คางยื่น หรือขากรรไกรบน–ล่างไม่สัมพันธ์กัน

หากพบสัญญาณเหล่านี้ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

4. การจัดฟันเด็กช่วยลดโอกาสการ “ถอนฟันแท้” ในอนาคตได้จริงหรือไม่?

ตอบ : สามารถช่วยได้จริง ในช่วงวัยเด็กกระดูกขากรรไกรยังมีความยืดหยุ่น การปรับหรือขยายขากรรไกรในระยะนี้จะช่วยสร้างพื้นที่ให้ฟันแท้ขึ้นได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ลดความจำเป็นในการถอนฟันเมื่อโตขึ้น และช่วยให้การรักษาในระยะยาวมีความซับซ้อนน้อยลง

สรุป

การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่ทั้งพ่อแม่และลูกควรให้ความสำคัญในการดูแล และในการจัดฟัน อยากให้จำไว้ว่า ระหว่างจัดฟัน ฟันต้องสะอาดกว่าคนทั่วไป เพราะคราบเล็ก ๆ ที่ตกค้าง อาจทำให้ฟันผุหรือเหงือกอักเสบได้ง่าย ยิ่งดูแลสะอาดและมาตามนัด การเคลื่อนฟันก็จะเร็วขึ้น และผลลัพธ์สุดท้ายจะยิ่งสวยงามค่ะ

Belix Dental ให้การรักษาจัดฟันในเด็กโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันตกรรมสำหรับเด็ก คุณหมอใจดี และ มีทีมน้องเป็ดเหลือง ที่มีหน้าที่คลายกังวลให้กับลูกค้าเด็กๆที่เข้ามาทำฟัน ที่มักรู้สึกกลัว น้องเป็ดเหลืองจะคอยช่วยคลายกังวลให้กับเด็กๆ ด้วยการเดินดุ๊กดิ๊กไปมาและร้องเพลง หรือบางที เด็กๆ ก็จะขอพาน้องเป็ดเหลืองไปนั่งให้กำลังใจข้างๆ เวลาทำฟันด้วยก็ได้ 

👩‍⚕️ Expert Insight by ผศ. ทพญ. ปิยาภรณ์ พูลธนะสาร

การจัดฟันในเด็กไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่คือการปรับโครงสร้างขากรรไกรในช่วงที่ยังเจริญเติบโต และจำเป็นเฉพาะในเด็กที่มีปัญหาการสบฟันผิดปกติเท่านั้น ซึ่งบางภาวะแก้ไขได้ดีที่สุดในวัยนี้ หากปล่อยไว้ อาจซับซ้อนขึ้นในอนาคตค่ะ

หากไม่แน่ใจ เพียงตรวจคัดกรองพร้อม X-ray ในช่วงอายุประมาณ 6–8 ปี เพื่อประเมินก่อนพ้นช่วงวัยที่เหมาะสมในการแก้ไขค่ะ 


📣 หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาการจัดฟันในเด็กในกรุงเทพ
Belix Dental สาขาหลังสวน–ร่วมฤดี ใกล้ BTS เพลินจิต พร้อมประเมินการเจริญเติบโตของขากรรไกรด้วยระบบสแกน 3 มิติ และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล


เริ่มต้นดูแลรอยยิ้มของคุณ
กับทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง
เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
📍 Belix Dental (หลังสวน-ร่วมฤดี) | ใกล้ BTS เพลินจิต

ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย

ผศ. ทพญ. ปิยาภรณ์ พูลธนะสาร
ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก
ทพญ. พิชญา วัฒนไกร
ทันตแพทย์ด้านจัดฟัน, Invisalign Platinum Provider และผู้ก่อตั้ง Belix Dental