หินปูน การขูดหินปูน
หินปูน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาช่องปากที่ยากเกินแก้ได้! ในความเป็นจริง หินปูนฟัน คือสาเหตุสำคัญของเหงือกอักเสบ กลิ่นปาก และปัญหาฟันระยะยาว หากปล่อยให้สะสมเป็นเวลานาน การ ขูดหินปูน จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาดหรือความสวยงามของรอยยิ้มเท่านั้น แต่เป็นการดูแลสุขภาพช่องปากที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาฟันและเหงือกก่อนจะลุกลามจนรักษายาก
หินปูน คืออะไร และทำไมจึงควรขูดหินปูนเป็นประจำ
หินปูนฟัน (Dental Calculus หรือ Tartar) คือคราบแข็งที่เกาะติดแน่นบนผิวฟัน เกิดจากการสะสมของเกลือแร่ต่างๆ โดยเฉพาะแคลเซียมจากน้ำลาย ซึ่งมาจับตัวกับคราบจุลินทรีย์ (คราบพลัค) จนแข็งตัวและติดแน่นอยู่กับฟัน
หินปูนมีลักษณะเป็นคราบแข็ง สีขาวครีมหรือเหลืองคล้ำ บางครั้งอาจเป็นสีน้ำตาลหากสูบบุหรี่หรือดื่มกาแฟ ชาเป็นประจำ ซึ่งแตกต่างจากคราบพลัคที่ยังเป็นคราบนุ่มๆ และสามารถแปรงออกได้ หินปูนนั้นแข็งมากจนต้องใช้เครื่องมือพิเศษของทันตแพทย์เท่านั้นที่จะขูดออกได้

กระบวนการเกิดหินปูนในช่องปาก
การเกิดหินปูนเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทีละขั้นตอน เริ่มต้นจากการที่เรากินอาหาร เศษอาหารและน้ำตาลจะหลงเหลืออยู่ในช่องปาก แบคทีเรียในปากจะมาเกาะตัวกันบนผิวฟัน สร้างเป็นชั้นบางๆ ที่เรียกว่า “คราบพลัค” (Plaque) ภายใน 24-48 ชั่วโมง
หากเราไม่แปรงฟันให้สะอาดทั่วถึง คราบพลัคนี้จะค่อยๆ ดูดซับแร่ธาตุจากน้ำลาย โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสเฟต จนเกิดการแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ภายในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อหินปูนเกิดขึ้นแล้ว มันจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียเพิ่มเติม ทำให้เกิดการสะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการดูแล
ผลเสียของการมีหินปูนมากเกินไป
หินปูนไม่ใช่แค่ปัญหาด้านความสวยงามเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น
- เหงือกอักเสบและเลือดออก – หินปูนที่สะสมริมเหงือกจะระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้เหงือกแดง บวม และเลือดออกง่ายเมื่อแปรงฟัน
- โรคปริทันต์ – หากไม่รักษาเหงือกอักเสบ จะลุกลามเป็นโรคปริทันต์ที่เนื้อเยื่อและกระดูกรองรับฟันถูกทำลาย
- ฟันโยกและหลุด – เมื่อกระดูกและเนื้อเยื่อรองรับถูกทำลาย ฟันจะเริ่มโยกและอาจหลุดได้
- กลิ่นปากเหม็น – แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในหินปูนจะปล่อยสารที่มีกลิ่นเหม็น ทำให้มีกลิ่นปากเรื้อรัง
- ฟันเหลือง – หินปูนมักมีสีเหลืองหรือน้ำตาล ทำให้ฟันดูไม่สะอาด
หินปูนเกิดจากอะไร?
1. คราบจุลินทรีย์ที่สะสมบนผิวฟัน
แบคทีเรียในช่องปากเป็นตัวการหลักในการสร้างหินปูน เมื่อเรากินอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล แบคทีเรียจะนำน้ำตาลไปใช้เป็นอาหาร และสร้างกดที่กัดกร่อนฟัน พร้อมทั้งสร้างเยื่อเมือกหุ้มตัวเอง ซึ่งกลายเป็นคราบพลัคและหินปูนในที่สุด
2. การแปรงฟันไม่ทั่วถึง
หลายคนแปรงฟันแต่ไม่ทั่วถึงทุกซี่ โดยเฉพาะบริเวณฟันกราม ด้านในของฟัน และริมเหงือก ซึ่งเป็นจุดที่หินปูนชอบสะสม รวมถึงการแปรงฟันเร็วเกินไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คราบพลัคตกค้างอยู่และกลายเป็นหินปูน
3. น้ำลายที่มีแคลเซียมสูง
บางคนมีแร่ธาตุในน้ำลายสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของหินปูน คนกลุ่มนี้มักจะมีหินปูนเกิดเร็วกว่าคนอื่น แม้จะดูแลทำความสะอาดดีแล้วก็ตาม
4. การดื่มชา กาแฟ หรือสูบบุหรี่
เครื่องดื่มและสารเสพติด มีสารที่ทำให้เกิดคราบสีเข้มติดฟันได้ง่าย และยังส่งเสริมการสะสมของหินปูนด้วย โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ที่ทำให้ปากแห้งและลดการหลั่งน้ำลาย ซึ่งน้ำลายมีหน้าที่ชะล้างแบคทีเรีย
5. พฤติกรรมไม่ขูดหินปูนเป็นเวลานาน
หากคุณ ไม่เคยขูดหินปูนเลย หินปูนจะสะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ ไต่ขึ้นไปบนฟัน และแทรกลึกลงไปใต้เหงือก ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากต่อการขูด และเสี่ยงต่อปัญหาเหงือกและฟันมากขึ้น

ประเภทของหินปูน
ทันตแพทย์แบ่งหินปูนออกเป็น 2 ประเภทหลักตามตำแหน่งที่เกิด คือ
1. หินปูนเหนือเหงือก (Supragingival Calculus)
เป็นหินปูนที่เกิดบริเวณเหนือขอบเหงือก มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า มักมีสีขาวครีมหรือเหลืองอ่อน พบได้บ่อยที่ผิวฟันด้านหน้าของฟันหน้า และด้านใกล้แก้มของฟันกราม ซึ่งเป็นบริเวณที่มีท่อน้ำลายเปิดออกมา
หินปูนชนิดนี้สามารถขูดได้ค่อนข้างง่าย และไม่ค่อยทำให้เสียวฟันมากนัก เพราะไม่ได้ลึกลงไปในเหงือก
2. หินปูนใต้เหงือก (Subgingival Calculus)
เป็นหินปูนที่เกิดลึกลงไปใต้ขอบเหงือก ซ่อนอยู่ในร่องเหงือก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีสีเข้มกว่า มักเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแดง เพราะมีการปะปนของเลือดจากเหงือกอักเสบ
หินปูนใต้เหงือกอันตรายกว่าหินปูนเหนือเหงือก เพราะสามารถทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกรองรับฟัน ทำให้เหงือกร่นและฟันโยก
การขูดหินปูนใต้เหงือกต้องใช้เวลามากกว่า ต้องระมัดระวังไม่ให้บาดเจ็บต่อเหงือก และอาจต้องแบ่งขูดหลายครั้ง หากหินปูนสะสมมากและลึกมาก
ขูดหินปูนคืออะไร?
การขูดหินปูน (Scaling) คือขั้นตอนการทำความสะอาดฟันเพื่อกำจัดหินปูนที่สะสมบนผิวฟันและใต้เหงือก โดยทันตแพทย์หรือพยาบาลทันตกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและความเชี่ยวชาญ

ขั้นตอนของการขูดหินปูน
- ตรวจสอบสภาพฟันและเหงือก – ทันตแพทย์จะตรวจดูว่ามีหินปูนสะสมบริเวณไหนบ้าง มีเหงือกอักเสบหรือไม่
- เตรียมการ – เช่น หากหินปูนเยอะหรือเหงือกอักเสบมาก อาจต้องใช้ยาชาเฉพาะที่
- ขูดหินปูนเหนือเหงือก – ใช้เครื่องอัลตราโซนิกหรือเครื่องมือขูดด้วยมือกำจัดหินปูนที่มองเห็นได้
- ขูดหินปูนใต้เหงือก – ขูดหินปูนที่ซ่อนอยู่ในร่องเหงือกอย่างระมัดระวัง
- ขัดฟัน – ใช้ครีมขัดฟันทำให้ผิวฟันเรียบและเงา ช่วยให้คราบติดยากขึ้น
- ทาฟลูออไรด์ – เพื่อบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ฟัน
อุปกรณ์ที่ทันตแพทย์ใช้
- เครื่องอัลตราโซนิก (Ultrasonic Scaler) – เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสั่นสะเทือนเพื่อทำลายหินปูน มีน้ำพ่นออกมาพร้อมกับการสั่นสะเทือนเพื่อชะล้างเศษหินปูนออกไป ใช้เวลาน้อยกว่าและไม่เจ็บมาก แต่อาจทำให้รู้สึกเสียวเล็กน้อย
- เครื่องมือขูดด้วยมือ (Hand Scalers) – เป็นเครื่องมือที่มีปลายแหลมโค้งงอ ทันตแพทย์ใช้ขูดหินปูนที่ติดแน่นหรือในจุดที่เครื่องอัลตราโซนิกเข้าไม่ถึง ให้ความละเอียดสูงแต่ใช้เวลานานกว่า
- เครื่อง Air Flow – เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้แรงดันน้ำและผงขัดพ่นไปที่ฟัน ช่วยขจัดคราบและหินปูนที่ไม่หนามาก พร้อมทำให้ฟันสะอาดและสดใสขึ้น
ซึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปคือการใช้เครื่องอัลตราโซนิกและเครื่องมือขูดด้วยมือ ส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน เริ่มจากเครื่องอัลตราโซนิกเพื่อกำจัดหินปูนส่วนใหญ่ให้เสร็จ จากนั้นใช้เครื่องมือขูดด้วยมือขัดเกลาให้เรียบและสะอาดทุกซอก ทุกมุม
ระยะเวลาการทำ – ขูดหินปูนนานไหม
หากคุณขูดหินปูนเป็นประจำทุก 6 เดือน และมีหินปูนไม่มาก อาจใช้เวลาแค่ 20-30 นาที
หากมีหินปูนปานกลาง อาจใช้เวลา 30-45 นาที หรือหากมีหินปูนเยอะมาก หรือไม่เคยขูดมานาน อาจต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง หรือแบ่งขูดหลายครั้ง
ขูดหินปูนเจ็บไหม?
โดยทั่วไปการขูดหินปูนไม่เจ็บมากนัก แต่อาจรู้สึกเสียวฟันหรือไม่สบายเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- เหงือกอักเสบหรือบวม – หากคุณมีเหงือกอักเสบอยู่แล้ว การสัมผัสบริเวณนั้นจะทำให้เจ็บหรือเลือดออกได้ง่าย
- หินปูนสะสมหนาและลึก – ยิ่งหินปูนเยอะและลึกลงไปในเหงือกมากเท่าไหร่ การขูดก็ยิ่งต้องใช้แรงมากขึ้น และอาจทำให้เสียวหรือเจ็บมากขึ้น
- ฟันบางส่วนเสียวง่าย – บางคนมีคอฟันบอบบางหรือเคยฟันผุ ก็อาจทำให้รู้สึกเสียวเมื่อขูดหินปูนบริเวณนั้น
- ความเร็วและแรงของเครื่องอัลตราโซนิก – การสั่นสะเทือนอาจทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายหรือเสียวฟันได้
หากคุณกังวลเรื่องความเจ็บ สามารถปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใช้ยาชาเฉพาะที่ รวมถึงขณะทำ สามารถบอกทันตแพทย์ได้ว่าคุณรู้สึกเจ็บหรือเสียว เพื่อปรับความเร็วและแรงของเครื่องมือ หรือพิจารณาแบ่งขูดหลายครั้ง หากหินปูนเยอะมาก
ขูดหินปูนแบบไม่เจ็บ Air Flow
เทคโนโลยี Air Flow เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่กลัวเจ็บ เพราะเป็นการใช้แรงดันน้ำผสมผงขัดพ่นไปที่ฟันด้วยความเร็วสูง ช่วยขจัดคราบและหินปูนได้โดยไม่ต้องสัมผัสฟันโดยตรง ทำให้รู้สึกสบายกว่า แต่เหมาะกับหินปูนที่ไม่หนามากนัก สำหรับหินปูนที่แข็งและหนา ยังต้องใช้วิธีขูดแบบเดิมเพิ่มเติม
ขูดหินปูนราคาเท่าไหร่?
ราคาในการขูดหินปูน แตกต่างกันไปตามสถานที่และความซับซ้อนของการรักษา ตัวอย่างเช่น
- คลินิกทันตกรรมเอกชน – ราคาประมาณ 900-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของคลินิกและทันตแพทย์
- โรงพยาบาลเอกชน – ราคาประมาณ 800-3,000 บาท
- โรงพยาบาลรัฐ – ราคาถูกกว่า ประมาณ 200-800 บาท แต่อาจต้องรอคิวนาน
- ขูดหินปูนพร้อม Air Flow – ราคาเพิ่มเติมประมาณ 2,600-4,500 บาท
ปัจจัยที่มีผลต่อราคา
- ปริมาณหินปูน – ยิ่งหินปูนเยอะมากเท่าไหร่ ใช้เวลาขูดนานขึ้น ราคาก็สูงขึ้น
- ความยากของเคส – หากมีหินปูนใต้เหงือกลึกมาก หรือเหงือกอักเสบรุนแรง อาจต้องทำ Deep Scaling ซึ่งมีราคาแพงกว่า
- เทคโนโลยีที่ใช้ – การใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง Air Flow หรือเครื่องมือทันสมัยจะมีราคาสูงกว่า
ทันตแพทย์แนะนำให้ขูดหินปูนทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้หินปูนสะสมมากจนเกิดปัญหา การขูดเป็นประจำจะทำให้แต่ละครั้งใช้เวลาน้อย ไม่เจ็บ และราคาไม่แพง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับสุขภาพช่องปากในระยะยาว
หลังขูดหินปูนควรทำอย่างไร ?
การดูแลตัวเองหลังขูดหินปูนมีส่วนช่วยลดอาการเสียวฟันและการสะสมของหินปูนในอนาคต
- หลีกเลี่ยงอาหารร้อนหรือเย็นจัดใน 24 ชั่วโมงแรก
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น
- แปรงฟันเบา ๆ ด้วยแปรงขนนุ่ม
- ใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากอย่างเหมาะสม
- กลับมาตรวจและขูดหินปูนซ้ำทุก 6 เดือน
ส่วนการใช้น้ำยาบ้วนปาก สามารถช่วยลดคราบแบคทีเรียได้ แต่ไม่สามารถกำจัดหินปูนที่แข็งตัวแล้วได้
สรุป หินปูนและการขูดหินปูน เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม
หินปูนคือสาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ กลิ่นปาก และปัญหาฟันในระยะยาว การ ขูดหินปูน ไม่เจ็บอย่างที่คิด และใช้เวลาไม่นาน การดูแลฟันให้สะอาดและขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพื่อรอยยิ้มที่มั่นใจและสุขภาพช่องปากที่ดี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. น้ำยาบ้วนปากกับหินปูน ช่วยได้จริงไหม?
ตอบ : น้ำยาบ้วนปาก สามารถช่วยลดการสะสมของคราบพลัคและชะลอการเกิดหินปูนได้ แต่ไม่สามารถกำจัดหินปูนที่เกิดขึ้นแล้วได้ น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) หรือซิงค์คลอไรด์ (Zinc Chloride) จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการสะสมของคราบพลัค
ดังนั้นการใช้น้ำยาบ้วนปากควรทำควบคู่ไปกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน ไม่ใช่ใช้แทนการขูดหินปูน หากมีหินปูนสะสมแล้ว ต้องให้ทันตแพทย์ขูดออกเท่านั้น
2. หินปูนเยอะมาก ทำยังไงดี?
ตอบ : หากหินปูนเยอะมาก ควรพบทันตแพทย์โดยเร็วเพื่อขูดหินปูนทันที การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เหงือกอักเสบรุนแรงขึ้น อาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์ที่ทำให้ฟันโยกและหลุดได้
ทันตแพทย์อาจต้องแบ่งขูดหินปูนหลายครั้ง โดยเฉพาะหากมีหินปูนใต้เหงือกลึกมาก หลังจากขูดหินปูนแล้ว ควรดูแลช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันอย่างถูกต้อง ใช้ไหมขัดฟัน และกลับมาตรวจทุก 6 เดือนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ
3. ฟันเหลืองเพราะหินปูนใช่ไหม?
ตอบ : หินปูนมีส่วนทำให้ฟันเหลืองแต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก หินปูนมักมีสีเหลืองหรือน้ำตาล โดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่หรือดื่มกาแฟ ชาเป็นประจำ ทำให้ฟันดูเหลืองคล้ำ
นอกจากหินปูนแล้ว ฟันเหลืองยังอาจเกิดจากคราบสีที่ติดฟัน เคลือบฟันบางลง หรือธรรมชาติของฟันที่มีสีเหลืองอยู่แล้ว การขูดหินปูนจะช่วยให้ฟันสะอาดขึ้น แต่หากขูดหินปูนฟันขาวขึ้นไหม คำตอบคือ ฟันจะดูสะอาดขึ้นเพราะหินปูนถูกกำจัด แต่อาจไม่ได้ขาวมากหากมีคราบสีฝังลึกหรือเคลือบฟันเหลืองตามธรรมชาติ หากต้องการฟันขาวขึ้นจริงๆ อาจต้องทำฟอกสีฟัน (Whitening) แยกต่างหาก
4. คนจัดฟันขูดหินปูนได้ไหม?
ตอบ : สามารถทำได้ และควรทำด้วย คนที่จัดฟันมักจะมีหินปูนสะสมได้ง่ายกว่าคนปกติ เพราะเครื่องมือจัดฟันทำให้การแปรงฟันทำความสะอาดยากขึ้น
ทันตแพทย์สามารถขูดหินปูนได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องมือจัดฟันออก แต่อาจต้องระมัดระวังมากกว่าปกติเพื่อไม่ให้เครื่องมือหลุดหรือเสียหาย ผู้ที่จัดฟันควรขูดหินปูนทุก 3-6 เดือน และดูแลทำความสะอาดฟันอย่างพิถีพิถันด้วยแปรงพิเศษสำหรับคนจัดฟัน
5. ไม่เคยขูดหินปูนเลย 30 ปี มีผลเสียไหม?
ตอบ : หากไม่เคยขูดหินปูนเลย 30 ปี ผลเสียจะรุนแรงมาก หินปูนจะสะสมหนามาก ทั้งเหนือและใต้เหงือก ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ดังนี้:
- เหงือกอักเสบเรื้อรัง – เหงือกแดง บวม เลือดออกง่าย และอาจมีหนองไหล
- โรคปริทันต์ – เนื้อเยื่อและกระดูกรองรับฟันถูกทำลาย ทำให้ฟันโยก
- เหงือกร่น – เหงือกหดลง คอฟันโผล่ ทำให้ฟันเสียวและดูยาวขึ้น
- กลิ่นปากเหม็นเรื้อรัง – แบคทีเรียในหินปูนปล่อยกลิ่นเหม็น
- ฟันหลุด – หากไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยกและหลุดได้
การขูดหินปูนในกรณีที่สะสมนาน 30 ปี อาจต้องใช้เวลานานและอาจเจ็บมากกว่าปกติ แต่จำเป็นต้องทำเพื่อช่วยเหลือฟันและเหงือกที่เหลืออยู่ และหลังจากขูดหินปูนแล้ว อาจต้องรักษาเหงือกและฟันเพิ่มเติม
6. ทำไมหลังขูดหินปูนถึงเสียวฟัน?
ตอบ : หลังขูดหินปูนแล้วปวดฟัน หรือเสียวฟันเป็นอาการที่พบได้บ่อย เพราะ:
- คอฟันโผล่ – หินปูนที่ครอบคลุมคอฟันถูกกำจัดออก ทำให้คอฟันที่เคยถูกปกป้องตอนนี้โผล่ออกมาและอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ
- เหงือกอักเสบ – หากมีเหงือกอักเสบอยู่ก่อนขูด เมื่อขูดหินปูนออกจะทำให้เหงือกเจ็บชั่วคราว
- รากฟันโผล่ – หากเหงือกร่นมากแล้ว การขูดหินปูนใต้เหงือกจะทำให้รากฟันโผล่และเสียว
อาการเสียวฟันมักจะดีขึ้นเองภายใน 1-2 สัปดาห์ สามารถใช้ยาสีฟันสำหรับฟันแพ้ง่าย (Sensitive toothpaste) เพื่อลดอาการ หากเสียวฟันนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรกลับไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสอบ
7. ขูดหินปูนบ่อยเกินไปเป็นอันตรายไหม?
ตอบ : การขูดหินปูนทุก 6 เดือนตามที่ทันตแพทย์แนะนำไม่เป็นอันตราย แต่หากขูดบ่อยเกินไป เช่น ทุกเดือน อาจทำให้เคลือบฟันบางลงได้ในระยะยาว
8. แล้ว Airflow ล่ะ?
ตอบ : Airflow ไม่ใช่การขูดหินปูน และไม่ทำลายเคลือบฟัน สามารถทำได้บ่อยกว่าและทำได้ทุกเดือน เพราะเป็นการกำจัดคราบสี คราบชา-กาแฟ-ไวน์ ที่รับประทานทุกวัน อย่างอ่อนโยน
อย่างไรก็ตาม การขูดหินปูนที่ทันตแพทย์ทำอย่างถูกต้องจะไม่ทำลายเคลือบฟัน เพราะเครื่องมือที่ใช้ออกแบบมาเพื่อกำจัดเฉพาะหินปูนและคราบโดยไม่กระทบต่อเคลือบฟัน ดังนั้น การขูดหินปูนทุก 6 เดือนถือเป็นความถี่ที่เหมาะสมและปลอดภัย
ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย
ทพญ. พิชญา วัฒนไกร
ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาด้านจัดฟัน และผู้ก่อตั้ง Belix Dental