Skip to main content

นอนกัดฟัน

เขียนโดย Belixdental

หลายคนอาจเคยถูกคนในครอบครัวทักว่า เมื่อคืนเรากัดฟันดังมาก หรือบางคนตื่นเช้ามาพร้อมอาการเมื่อยกรามโดยไม่รู้สาเหตุ ทั้งหมดนี้อาจมาจากภาวะ นอนกัดฟัน (Bruxism) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวระหว่างหลับ และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพฟันและคุณภาพชีวิตได้มากกว่าที่คิด

ภาวะนอนกัดฟันคือการขบฟันแน่น หรือกัดฟันจนเกิดเสียงขณะหลับ โดยมักเกิดแบบไม่รู้ตัวและเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ระหว่างวงจรการนอนหลับ หากเกิดบ่อยหรือแรงเกินไป อาจทำให้ฟันสึก เหงือกเจ็บ ไปจนถึงปัญหาขากรรไกรตามมา

นอนกัดฟัน เกิดจากอะไร?

ภาวะนอนกัดฟัน มักเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ดังนี้

1. ปัจจัยทางร่างกาย

คนที่มีการสบฟันผิดปกติ เช่น ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ฟันเก ฟันห่าง หรือโครงสร้างขากรรไกรที่ไม่สมดุล มักมีโอกาสนอนกัดฟันมากกว่า เพราะร่างกายพยายามหาตำแหน่งสบฟันที่เหมาะสม ระหว่างหลับ ทำให้เกิดการขบหรือบดฟันโดยไม่รู้ตัว

2. ปัจจัยทางจิตใจ

ความเครียด วิตกกังวล และการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ เมื่อสมองอยู่ในภาวะตึงเครียด แม้ตอนหลับร่างกายก็ยังคงมีอาการเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อกรามหดตัวมากผิดปกติ และเกิดเป็นอาการกัดฟันตามมา

3. ปัจจัยอื่น ๆ

แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น

  • ยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบประสาท
  • พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัตินอนกัดฟัน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และการสูบบุหรี่ ซึ่งกระตุ้นระบบประสาท ทำให้หลับไม่สนิทและมีโอกาสกัดฟันมากขึ้น

อาการนอนกัดฟัน

  1. นอนกัดฟันไม่รู้ตัว หลายคนไม่รู้เลยว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟัน เนื่องจากเกิดขึ้นในขณะหลับ ผู้ป่วยมักจะรู้เมื่อมีคนที่นอนด้วยบอก หรือเมื่อทันตแพทย์ตรวจพบร่องรอยการสึกของฟันที่ผิดปกติ หากคุณตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าบริเวณกราม หรือรู้สึกปวดศีรษะเป็นประจำทุกเช้า อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังนอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว
  2. นอนกัดฟันเสียงดัง เสียงกัดฟันในตอนกลางคืนอาจดังจนคนที่นอนข้างๆ ตื่นได้ เสียงนี้เกิดจากการที่ฟันบดเสียดสีกัน ซึ่งบางครั้งอาจดังมากจนรบกวนการนอนหลับของคนอื่น หากคู่นอนหรือสมาชิกในครอบครัวบอกว่าได้ยินเสียงคุณกัดฟันตอนกลางคืน นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณควรพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา
  3. นอนกัดฟัน ปวดกราม ปวดศีรษะ การปวดกรามเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดของผู้ที่นอนกัดฟัน ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดหรือตึงบริเวณกราม โดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน อาจรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อบริเวณกรามล้าหรือปวดเมื่อยคล้ายหลังออกกำลังกาย ความเจ็บปวดนี้อาจลามไปถึงใบหน้า หู และคอ นอกจากนี้ การปวดศีรษะโดยเฉพาะบริเวณขมับก็เป็นอาการที่พบได้บ่อย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกิดจากอาการไมเกรน เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกร็งตึงจากการทำงานหนักตลอดคืน
  4. ฟันสึก ฟันโยก เหงือกเจ็บ เมื่อเวลาผ่านไป การนอนกัดฟันอย่างต่อเนื่องจะทำให้ฟันสึกกร่อน ผิวเคลือบฟันถูกทำลาย ฟันอาจสั้นลง แบนลง หรือมีรอยบาก ในบางรายอาจทำให้ฟันแตกหรือหักได้ หากแรงกดมีมากอาจทำให้ฟันโยก เนื่องจากเนื้อเยื่อรอบๆ ฟันได้รับความเสียหาย เหงือกอาจบวม แดง และเจ็บได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดความไวต่อสิ่งเร้า เช่น อาหารร้อนเย็น หรือของหวานได้อีกด้วย
  5. อาการอื่นๆ นอกจากอาการหลักที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การที่ขากรรไกรล็อคหรือเปิดปิดไม่สะดวก มีเสียงดังติดขัดตอนเปิดปากหรือเคี้ยวอาหาร หรือการมีรอยบากบริเวณด้านในของแก้ม กรณีที่มีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วที่สุด

ภาวะนอนกัดฟันในเด็ก

การนอนกัดฟันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังพบได้ในเด็กด้วย ซึ่งผู้ปกครองควรให้ความสำคัญและเข้าใจถึงสาเหตุและผลกระทบ

เด็กส่วนใหญ่นอนกัดฟันในช่วงที่กำลังมีการเปลี่ยนฟันจากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในช่วงพัฒนาการ เมื่อฟันขึ้นมาใหม่ ตำแหน่งการสบฟันยังไม่สมบูรณ์ ทำให้เด็กอาจมีการกัดฟันเพื่อปรับตำแหน่ง นอกจากนี้ ความเครียดในเด็กจากการเรียน การเปลี่ยนแปลงกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ หรือปัญหาครอบครัวก็สามารถกระตุ้นให้เด็กนอนกัดฟันได้ ปัญหาการนอนหลับ เช่น การหยุดหายใจขณะหลับ หรือการมีทางเดินหายใจอุดกั้น เช่น ต่อมอดีนอยด์โตหรือทอนซิลอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในเด็ก

ในเด็กส่วนใหญ่ การนอนกัดฟันมักไม่เป็นอันตรายมาก และมักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้นและฟันแท้ขึ้นครบ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและกรามพัฒนาเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจทำให้ฟันสึกหรือเกิดปัญหากับขากรรไกรได้ ดังนั้นผู้ปกครองควรสังเกตอาการและพาเด็กไปพบทันตแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรง

แต่หากเด็กมีอาการนอนกัดฟันที่มีเสียงดังและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บ่นว่าปวดกราม ปวดหัว หรือปวดหูบ่อยๆ หรือมีร่องรอยของการสึกของฟันที่ผิดปกติ ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์โดยเร็ว นอกจากนี้ หากเด็กมีปัญหาการนอนหลับ เช่น กรนดังหรือหยุดหายใจขณะหลับ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม การดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระยะยาวได้

ผลเสียจากการนอนกัดฟัน

การปล่อยให้อาการนอนกัดฟันดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากและคุณภาพชีวิตในระยะยาว และยิ่งปล่อยไว้เป็นเวลานาน ผลกระทบก็สามารถรุนแรงกว่าที่คิด เช่น

  • ฟันสึก ฟันแตก ฟันผุง่าย แรงบดที่มากกว่าปกติทำให้เนื้อฟันสึก และเพิ่มโอกาสฟันแตกหรือผุเร็วขึ้น
  • ปวดกราม ข้อต่อขากรรไกรเสื่อม (TMJ) อาจทำให้เกิดภาวะ TMJ เสื่อม ส่งผลให้ขากรรไกรมีเสียงคลิก เวลาขยับเจ็บ หรืออ้าปากได้ไม่สุด
  • ปวดหัว ปวดใบหน้าเรื้อรัง เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณกรามและใบหน้าที่ทำงานหนักตลอดคืน
  • นอนหลับไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนเพลียง่าย สมาธิลดลง และกระทบคุณภาพชีวิตโดยรวม

การรักษาและวิธีแก้นอนกัดฟัน

การรักษาภาวะนอนกัดฟันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ได้แก่

1. การใช้เฝือกสบฟัน (Night Guard) 

ถือเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลและเป็นที่นิยมมากที่สุด เฝือกสบฟันเป็นอุปกรณ์ที่ทันตแพทย์ทำขึ้นเฉพาะบุคคลตามรูปปากและฟันของผู้ป่วย โดยใส่ในช่วงเวลาที่นอน เฝือกนี้จะช่วยรองรับแรงกดจากการกัดฟัน ป้องกันไม่ให้ฟันสึกหรือแตกหัก ลดแรงกระแทกที่เข้าสู่ขากรรไกร และช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลายมากขึ้น แม้ว่าเฝือกสบฟันจะไม่สามารถหยุดการนอนกัดฟันได้ แต่จะช่วยลดผลเสียและอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การฝึกผ่อนคลายและลดความเครียด 

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญ เนื่องจากความเครียดเป็นสาเหตุหลักของการนอนกัดฟัน การฝึกเทคนิคต่างๆ เช่น การทำสมาธิ โยคะ การหายใจลึกๆ หรือการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดความตึงเครียดในร่างกายและจิตใจ การนวดกล้ามเนื้อบริเวณกราม ใบหน้า และคอก่อนนอนก็ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ดี นอกจากนี้ การจัดการปัญหาที่เป็นต้นเหตุของความเครียด หรือการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหากจำเป็นก็อาจช่วยได้

3. การปรับพฤติกรรมการนอน 

การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนอนหลับที่ดี เช่น นอนและตื่นในเวลาที่สม่ำเสมอ ห้องนอนมีอุณหภูมิเหมาะสม เงียบ และมืดพอดี หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และไม่รับประทานอาหารหนักหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน นอกจากนี้ การฝึกให้ตัวเองตระหนักถึงการกัดแน่นฟันในเวลาที่ตื่นอยู่และพยายามผ่อนคลายกรามเมื่อสังเกตเห็นก็จะช่วยได้

4. การนวดกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและขมับ

ผู้ที่มีภาวะนอนกัดฟันมักมีอาการปวดตึงบริเวณกล้ามเนื้อบดเคี้ยว กล้ามเนื้อขมับ หรือบริเวณกราม การนวดคลึงเฉพาะจุดด้วยตนเองอย่างถูกวิธี รวมถึงการประคบอุ่น สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ โดยช่วย

  • ลดอาการปวดเมื่อยและความตึงของกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณใบหน้าและขากรรไกร
  • ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย รู้สึกสบายมากขึ้น

การนวดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนนอน สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ในบางราย

5. การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)

ในผู้ป่วยที่มีอาการนอนกัดฟันรุนแรง หรือมีการเกร็งของกล้ามเนื้อขากรรไกรอย่างมาก การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อบดเคี้ยวอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาโบท็อกซ์ช่วย

  • ลดแรงและความถี่ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • บรรเทาอาการปวดตึงบริเวณกราม ใบหน้า และอาการปวดศีรษะที่เกี่ยวข้อง
  • ลดการสึกของฟันและการกระทบกระเทือนต่อข้อต่อขากรรไกรในระยะยาว

การรักษาวิธีนี้ควรทำโดยทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น

หากการนอนกัดฟันเริ่มส่งผลเสียอย่างรุนแรง ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา โดยเฉพาะทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะสามารถประเมินอาการและให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ในคลินิกทันตกรรมทั่วไป ทันตแพทย์สามารถตรวจสอบร่องรอยการสึกของฟัน ประเมินสภาพขากรรไกร และทำเฝือกสบฟันให้ได้ 

การป้องกันการนอนกัดฟัน

การป้องกันไว้ก่อน มักดีกว่าการรักษาในภายหลัง ดังนั้นการดูแลตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของภาวะนอนกัดฟันได้

ตรวจสุขภาพฟันและขากรรไกรสม่ำเสมอ

การพบทันตแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยทุก 6 เดือนจะช่วยให้ตรวจพบอาการนอนกัดฟันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง ทันตแพทย์สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการสึกของฟันที่ผิดปกติ ความเสียหายของเหงือก หรือสัญญาณของปัญหาขากรรไกร และให้คำแนะนำในการป้องกันหรือรักษาได้ทันท่วงที รวมถึงการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี เช่น แปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน และรักษาสุขภาพเหงือก ก็ช่วยให้ฟันและเนื้อเยื่อรอบๆ แข็งแรงและต้านทานต่อความเสียหายจากการกัดฟันได้ดีขึ้น

จัดการความเครียดและปรับพฤติกรรมการนอน

การหาวิธีจัดการกับความเครียดในชีวิตประจำวันเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการนอนกัดฟัน การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน การหาเวลาทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืนจะช่วยลดความเครียดและปรับปรุงคุณภาพการนอน การสร้างกิจวัตรก่อนนอนที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบาๆ หรืออาบน้ำอุ่น จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนที่มีคุณภาพ การฝึกสติและการทำสมาธิก่อนนอนก็ช่วยให้จิตใจสงบและลดความตึงเครียดได้ดี

หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และการเคี้ยวของแข็ง

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนในช่วงเย็นหรือก่อนนอนอาจกระตุ้นให้เกิดอาการนอนกัดฟันมากขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงหรือลดการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วง 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน รวมถึงการสูบบุหรี่ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ควรเลิก 

นอกจากนี้ การเคี้ยวหมากฝรั่ง การกัดปากกา หรือการเคี้ยวอาหารแข็งๆ บ่อยครั้งจะทำให้กล้ามเนื้อขากรรไกรเคยชินกับการทำงานหนัก และอาจส่งเสริมให้เกิดการนอนกัดฟันได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้และพยายามให้กรามได้พักผ่อนในระหว่างวัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 นอนกัดฟันเกิดจากความเครียดจริงหรือไม่?

ตอบ : ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการนอนกัดฟันโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เมื่อเราอยู่ในสภาวะเครียดหรือวิตกกังวล ร่างกายมักจะมีการตึงเครียดตามไปด้วย และอาการนี้สามารถดำเนินต่อไปแม้ในขณะหลับ โดยแสดงออกมาในรูปแบบของการกัดฟัน การจัดการความเครียดอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษาและป้องกันอาการนอนกัดฟัน 

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการนอนกัดฟันไม่ได้มีเพียงความเครียดเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น โครงสร้างของฟันและขากรรไกร พันธุกรรม และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

2. นอนกัดฟันจำเป็นต้องรักษาหรือไม่ ถ้าไม่มีอาการเจ็บปวด?

ตอบ : แม้ว่าจะยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่การนอนกัดฟันอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเสียหายต่อฟันและขากรรไกรได้ในระยะยาว ผิวเคลือบฟันจะถูกกัดกร่อนอย่างช้าๆ ซึ่งอาจไม่ได้ทำให้เจ็บปวดในระยะแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้ฟันสึก แตก หรือผุได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ความเสียหายต่อข้อต่อขากรรไกรอาจสะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดปัญหารุนแรงที่รักษายากในอนาคต ดังนั้น หากทันตแพทย์ตรวจพบว่ามีอาการนอนกัดฟัน แม้จะยังไม่มีอาการเจ็บปวด ก็ควรพิจารณารับการรักษาป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

3. เฝือกสบฟันใช้แล้วหายขาดหรือเปล่า?

ตอบ : เฝือกสบฟันเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากการนอนกัดฟันและบรรเทาอาการ แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนกัดฟัน ดังนั้นเฝือกสบฟันจึงไม่สามารถทำให้อาการนอนกัดฟันหายขาดได้โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การใช้เฝือกสบฟันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้ฟันสึกหรือเสียหายเพิ่มเติม ลดอาการปวดกรามและปวดศีรษะ และช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรผ่อนคลายมากขึ้น เหมาะใช้ระหว่ารอค้นหาสาเหตุเพื่อรักษาให้หายขาด จำเป็นต้องจัดการกับสาเหตุที่แท้จริง เช่น ความเครียด ปัญหาการนอนหลับ หรือความผิดปกติของการสบฟัน ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการรักษาหลายอย่างร่วมกัน

4. การนอนกัดฟันเกี่ยวข้องกับโรคทางประสาทหรือไม่?

ตอบ : การนอนกัดฟันสามารถเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาทบางชนิดได้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคฮันติงตัน หรือโรคอัลไซเมอร์ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้อาจมีอาการนอนกัดฟันเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคทางจิตเวชหรือโรคทางประสาท เช่น ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม SSRI ก็อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการนอนกัดฟันได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การนอนกัดฟันส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางประสาทที่ร้ายแรง แต่มักเกิดจากความเครียด ปัญหาการนอนหลับ หรือความผิดปกติของการสบฟันมากกว่า หากมีความกังวลเกี่ยวกับอาการของตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

👩‍⚕️Expert Insight by ทพญ.พิชญา วัฒนไกร

รู้หรือไม่? อาการปวดศีรษะที่หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นไมเกรน แต่พยายามรักษาไมเกรนเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น แท้จริงแล้วอาจมีต้นตอมาจากกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ Masseter และ Temporalis ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเคี้ยวขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับศีรษะโดยตรง

ลองสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น เคี้ยวอาหารแรง นอนกัดฟัน หรือขบฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว อาการปวดศีรษะนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะนอนกัดฟัน (Bruxism) ก็เป็นได้

หากคุณมีพฤติกรรมข้างต้น ที่ Belix Dental สาขาหลังสวน–ร่วมฤดี ใกล้ BTS เพลินจิต พร้อมตรวจประเมินสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด จะช่วยให้เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในบางกรณี การใส่เฝือกสบฟัน (Night guard) เพียงชิ้นเดียว ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้แล้ว

👉 นัดปรึกษาเพื่อประเมินแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้เลยวันนี้

เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
📍
พิกัดคลินิก : https://maps.app.goo.gl/m1LHmtfitXLkKobk8
📞โทร : 094-982-6268

ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย

ทพญ. พิชญา วัฒนไกร
ทันตแพทย์ด้านจัดฟัน, Invisalign Platinum Provider และผู้ก่อตั้ง Belix Dental