Skip to main content

การฟื้นฟูบูรณะช่องปากทั้งหมด

เขียนโดย Belixdental

บทความนี้ตกผลึกมาจากทันตแพทย์ที่ทำงานสาขาทันตกรรมประดิษฐ์  มากกว่า 20 ปี หวังว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทั้งผู้ที่กำลังมีปัญหา หรือมีคนที่รักที่เราอยากดูแล ให้สามารถเข้าใจและหาทางเลือก รวมถึงการดูแลที่เหมาะสมได้ต่อไปนะคะ ….. ขอให้ทุกท่านทานข้าวให้อร่อยค่ะ

การฟื้นฟูช่องปากทั้งหมด (Full Mouth Rehabilitation) หรือที่เรียกว่าการสร้างใหม่หรือการฟื้นฟูช่องปากทั้งหมด เป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ครอบคลุมซึ่งคืนสุขภาพ การใช้งาน (ฟังก์ชัน) และลักษณะรูปลักษณ์ของฟันทั้งหมด หรือแทบจะทั้งหมด  ทั้งในกรามบนและกรามล่าง บทความนี้จะอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่าทำไมบางคนจึงต้องการการรักษานี้ กระบวนการเกี่ยวข้องอะไรบ้าง และวิธีการดูแลช่องปากของคุณในภายหลังเพื่อให้ผลลัพธ์ของคุณคงอยู่นะคะ

ทำไมบางคนจึงอาจต้องการการฟื้นฟูช่องปากทั้งหมด

คุณอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการฟื้นฟูช่องปากทั้งหมดหากคุณมีปัญหาหนึ่งหรือมากกว่านั้น:

  • ฟันที่สึกหรอ แตก หรือเนื้อฟันสึกหายมากเกินไปจากการบดฟัน (bruxism) หรือการสึกหรอจากการใช้งานจากอายุที่มากขึ้น
  • ฟันหลายซี่ที่หายไปหรือฟันที่กำลังล้มเหลว ที่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะทำการรักษาอะไรได้แล้ว นอกจากถอนฟัน
  • ปัญหาการสบฟัน (malocclusion) ที่ทำให้การเคี้ยวยาก ปวดกราม หรือฟันสึกอย่างไม่สม่ำเสมอ
  • ฟันผุที่รุนแรงมากซึ่งมีผลต่อฟันหลายซี่
  • ฟันที่มีการบูรณะเก่า (ครอบฟัน สะพานฟัน การเติมฟัน) ที่ไม่พอดีหรือไม่สามารถใช้งาน เคี้ยวอาหารได้
  • ความกังวลเกี่ยวกับความสวยงามที่มีผลกระทบต่อฟันหลายซี่ในคราวเดียวและส่งผลต่อความมั่นใจ
  • อาการปวดข้อต่อขากรรไกร (TMJ) ปวดหัว หรืออาการปวดกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการบดเคี้ยว

ถึงแม้การฟื้นฟูช่องปากทั้งหมดไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการสบฟันที่ถูกต้อง ฟื้นฟูการเคี้ยว การพูด  และสุขภาพช่องปากในระยะยาว   แต่ทั้งนี้ก็ไม่สามารถที่จะมองผ่านเรื่องความสวยงามได้ งานทันตกรรมปัจจุบันสามารถเลือกชิ้นงานที่ยังคงทั้งสวยเหมือนฟันธรรมชาติ แต่ยังคงซึ่งความแข็งแรงได้ และต้องอาศัยซึ่งประสบการณ์ของทันตแพทย์หลากหลายสาขาร่วมมือกันค่ะ

เป้าหมายของการฟื้นฟูช่องปากทั้งหมด

แผนการฟื้นฟูช่องปากที่ปรับแต่งให้เหมาะสมมีเป้าหมายเพื่อ:

  • ฟื้นฟูโครงสร้างและความแข็งแรงของฟัน (ครอบฟัน ออนเลย์ รากฟันเทียม)
  • แก้ไขการสบฟันเพื่อให้ฟันสัมผัสกันได้อย่างถูกต้องและการเคี้ยวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยสนับสนุนใบหน้าและความสวยงาม (รอยยิ้ม เพิ่มความนูนริมฝีปาก)
  • ลดความเจ็บปวดจาก TMJ (ข้อต่อขากรรไกร)หรือความเครียดจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่เกี่ยวข้องกับการสบฟันที่ไม่สมดุล
  • สร้างสุขภาพช่องปากที่ยั่งยืนและดูแลรักษาได้ง่าย
  • ในหลายเคส สามารถช่วยชะลอ และยืดอายุการใช้งานของฟัน ไม่ให้ถูกถอนเร็วขึ้น

การรักษาที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง

การฟื้นฟูช่องปากทั้งหมดเป็นการรักษาที่ปรับเฉพาะให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการรักษาเดียวกัน ส่วนประกอบทั่วไปคือ:

  • การตรวจสอบและวินิจฉัยอย่างละเอียด: เอกซเรย์ รูปภาพ แบบจำลองฟัน บันทึกการสบฟัน และบางครั้ง CT สแกน
  • การวิเคราะห์การสบฟันและการวางแผน: การกำหนดตำแหน่งการสบฟันที่เหมาะสมที่สุด และลำดับของการรักษา
  • การรักษาฟัน: ครอบฟัน สะพานฟัน ออนเลย์ การอุดฟัน
  • การแทนที่ฟันที่หายไปสามารถทำได้ตั้งแต่: การใส่ฟันติดแน่นโดยใช้รากฟันเทียมรองรับ หรือการกรอแต่งฟันข้างเคียงเพื่อทำเป็นสะพานฟันติดแน่น หรือใส่เป็นฟันเทียมแบบถอดได้ 
  • การรักษาเหงือก (periodontal): การทำความสะอาด การวางแผนการรักษาราก หรือการผ่าตัดเหงือกเพื่อให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมก่อนรับการใส่ฟัน
  • การรักษารากฟัน (endodontics): การรักษาฟันที่มีเส้นประสาทติดเชื้อ ฟันที่แตกฟักลึก ฟันที่มีรอยร้าวแต่ยังสามารถบูรณะได้ ก่อนการครอบฟัน
  • การปรับการสบฟันหรือการใส่เฝือกกัด: เพื่อตั้งฟันให้ถูกต้องจากการบดฟัน
  • การรักษาความสวยงาม: การใส่วีเนียร์ หรือครอบฟันเซรามิกที่ฟันหน้า และฟันกรามน้อย หากจำเป็นเพื่อบูรณะในเรื่องความสวยงาม

และที่ขาดไม่ได้ คือ การแจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่ทานหรือฉีดประจำ ให้ทันตแพทย์ทราบตั้งแต่วันแรกที่ทำการตรวจและวางแผนการรักษา เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

กระบวนการ ขั้นตอนการรักษา

  1. การปรึกษาและการวางแผน: ทันตแพทย์จะประเมินความต้องการของคุณ อธิบายทางเลือก และทำแผนขั้นตอน เรียงลำดับ สิ่งนี้อาจรวมถึงการทำงานร่วมกันทันตแพทย์หลากหลายสาขา 
  2. การดูแลเตรียมการ: รักษาโรคเหงือก จัดการการติดเชื้อ หรือถอนฟันที่ไม่มั่นคงก่อน
  3. การรักษาเป็นขั้นตอน: โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างการสบฟันใหม่ให้คงที่ก่อน ไม่ว่าจะกรอแต่งฟัน ทำครอบฟันชั่วคราว ใส่ฟันปลอม โดยจะมีการวางแผนจัดการเป็นลำดับ 
  4. การฟื้นฟูถาวรและการปรับแต่ง: เมื่อการสบฟันที่สร้างใหม่คงที่ ผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง ก็ถึงเวลาใส่ครอบฟันที่แข็งแรงขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นวัสดุกลุม เซรามิก โลหะ ครอบฟันบนรากเทียม หรือฟันปลอมแบบต่างๆ 

การติดตามดูอาการ ควรพบเพื่อตรวจเช็คและขูดหินปูน ทุกๆ 3-6 เดือน ร่วมกับการใส่ เครื่องมือกันการกัดฟัน เนื่องจากภ่ยหลังการรักษา อาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ครอบฟันบิ่นแตก โพรงประสาทฟันอักเสบ รากฟันแตก เป็นต้น ได้  

ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนการรับการรักษา

เช่นเดียวกับการรักบการรักษาทางทันตกรรมอื่นๆ ย่อมมีโอกาสเกิด อาการเสียวฟัน ปวดฟัน ซึ่งทำให้ต้องรับการรักษารากฟันภายหลัง หรือถอนฟัน รวมถึงการแตกหักของครอบฟัน รากฟันเทียม ,ฟันผุใต้ครอบฟัน หรือแม้แต่การสบฟันมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการใช้งานไปสักพัก ซึ่งสามารถพบได้บ่อยโดยเฉพาะในเคสที่ ผู้ป่วยมีประวัติ การนอนกัดฟันหนัก ไม่ค่อยใส่ Night guard , เคยจัดฟันและไม่ใส่ retainer

การเลือกทันตแพทย์ที่ดูแล ควรมองเรื่องความสัมพันธ์ระยะยาว และเลือกทำกับทันตแพทย์ที่คุณสบายใจที่จะเจอบ่อยๆ  อาจารย์ที่สอนหมอ เคยสอนว่าเราในฐานะหมอ ควรเลือกเคส fullmouth rehabilitation ก่อนจะเริ่มการรักษา เพราะมันจะเหมือนเรากำลังจะแต่งงานกับคนไข้ หากไม่แน่ใจว่าจะอยู่กันยาว การส่งต่อผู้ป่วยก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ตัวผู้ป่วยก็ควรพิจารณาไม่ต่างกันค่ะ

ค่าใช้จ่ายคงเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เชื่อว่าทันตแพทย์ทุกคนยินดีให้การอธิบายในหัวข้อนี้ อย่าลังเล หรือเกรงใจที่จะถามนะคะ และควรถามถึงการการันตี ที่ซึ่งแต่ละที่ก็พิจารณาให้แตกต่างกันค่ะ

การดูแลหลังการรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้นาน

การดูแลด้วยตนเอง แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนและยาสีฟันที่มี fluoride ไม่ควรต่ำกว่า 800 ppm โดยสังเกตที่ข้างกล่องก่อนซื้อ ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟันหรือเครื่องมือพิเศษที่ทันตแพทย์แนะนำ

ใส่ Night guard ทุกคืน และสำหรับคนที่มีปัญหาบดเคี้ยวฟัน (Day time clenching) ก็แนะนำให้ใส่ช่วงระหว่างวันด้วยค่ะ แต่อาจจะถอดหากต้องพูดคุยหรือมีประชุมนะคะ

หากพบลักษณะผิดปกติ ไม่ว่าจะรู้สึกเศษอาหารติดฟันบ่อยๆ ฟันโยก ขยับ หรืออะไรบิ่นแตก แนะนำให้รีบนัดพบทันตแพทย์ทันทีค่ะ  บางทีมันอาจจะแก้ไขได้ง่ายๆ ไม่กลายเป็นอะไรที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกิน

ปกติทุก 6 เดือน ทันตแพทย์ จะทำการขูดหินปูน เช็คการสบฟัน และเช็ค night guard กับ retainer ให้ผู้ป่วย รวมถึงการ x-ray ทั้งภายนอกและภายในช่องปากตามความเหมาะสม

สุดท้ายคือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความแข็งมากเกินไป เช่น ถั่วเปลือกแข็ง แคปหมูกรอบๆ การเคี้ยวน้ำแข็ง หรือการใช้ฟันผิดวิธี เช่น การกัดเปลือกปู เปลือกถั่ว เป็นต้นค่ะ 

อย่าลืมนะคะ ฟันที่ได้ไป ไม่ใช่ฟันใหม่ มันคือฟันปลอมที่ทำมาเพื่อบูรณะ และพยายามที่จะทดแทนฟันธรรมชาติ ที่แตกหัก สึก หรือสูญเสียไป หากคุณยังมีพฤติกรรมเดิมที่ทำร้ายฟันตัวเอง ฟันชุดนี้ก็พังได้เช่นกันค่ะ

ขอให้ทานอาหารให้อร่อยและมีสุขภาพที่ดีค่ะ


เริ่มต้นดูแลรอยยิ้มของคุณ
กับทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง
เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
📍 Belix Dental (หลังสวน-ร่วมฤดี) | ใกล้ BTS เพลินจิต

ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย

ทพญ. นันทิยา บุญยืน
ทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาทันตกรรมประดิษฐ์