รากฟันเทียมอักเสบ
หลายคนอาจคิดว่าเมื่อใส่รากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไปแล้ว ปัญหาจะจบลงตลอดชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว การใส่รากฟันเทียมเปรียบเหมือนการได้ “โอกาสใหม่ของฟันซี่นั้น” กลับมาอีกครั้ง ให้เรากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม รากฟันเทียมก็ยังต้องการการดูแลที่ดี ไม่ต่างจากฟันจริงของเรา เพราะหากละเลยการทำความสะอาดหรือการตรวจติดตาม อาจทำให้เกิดภาวะ รากฟันเทียมอักเสบ (Peri-implantitis) หรือปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ ดังนั้นการดูแลอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รากฟันเทียมใช้งานได้ยาวนาน
สำหรับคนที่ใส่รากฟันเทียมแล้ว บทความนี้ได้รวบรวมปัญหาที่ผู้ป่วยมากจะพบอยู่บ่อย ๆ สาเหตุ พร้อมวิธีแก้ไขปัญหานั้น ๆ เพื่อให้รากฟันเทียมที่ได้ใส่ไปนั้นมีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินชีวิตได้สะดวกมากขึ้น
ปัญหาพบบ่อยหลังใส่รากฟันเทียม และวิธีแก้ไข
1. เสียวฟัน หลังใส่รากฟันเทียม
บางคนอาจมีอาการเสียวหรือเจ็บเวลาเคี้ยวหลังใส่รากฟันเทียมใหม่ สาเหตุอาจเกิดจากตำแหน่งของรากฟันเทียมอยู่ใกล้เส้นประสาท หรืออยู่ชิดรากฟันธรรมชาติข้างเคียงมากเกินไป
วิธีป้องกันและแก้ไข
- การวางแผนก่อนผ่าตัดที่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรวางแผนใส่รากฟันเทียมด้วยการถ่ายภาพ CT Scan เพื่อประเมินตำแหน่งเส้นประสาท ความหนาของกระดูก และเลือกขนาดรากฟันเทียมที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
- การปลูกกระดูก (Bone Graft) หากกระดูกบาง ลีบ หรือมีปริมาณไม่เพียงพอ ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ปลูกกระดูก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
- กลับมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากใส่รากฟันเทียมไปแล้วและยังมีอาการผิดปกติ เช่น เสียวหรือเจ็บเวลาใช้งาน บางกรณีอาจต้องแก้ไข เช่น ถอดรากฟันเทียมออก และวางแผนใส่ใหม่ด้วยขนาดและตำแหน่งที่เหมาะสม
การวางแผนรักษาที่ละเอียดตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การใส่รากฟันเทียมมีความปลอดภัย ใช้งานได้ดี และลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาว
2. รากฟันเทียมอักเสบ (Peri-implantitis)
รากฟันเทียมอักเสบ คือภาวะที่เนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณรอบรากฟันเทียมเกิดการอักเสบ มักเกิดจาก คราบแบคทีเรียสะสม การทำความสะอาดไม่เพียงพอ หรือมีโรคเหงือกจากฟันข้างเคียง
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออก มีกลิ่นปาก ปวดหรือรู้สึกไม่สบายบริเวณรากฟันเทียม ในระยะรุนแรง อาจทำให้กระดูกรอบรากฟันยุบและรากฟันเทียมโยกหลุดได้
วิธีดูแลและรักษารากฟันเทียมอักเสบ
- ทำความสะอาดรอบรากฟันเทียมตามที่ทันแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
- ขูดคราบแบคทีเรียและรักษาการอักเสบโดยทันตแพทย์
- ในบางกรณีอาจต้องรักษาเพิ่มเติม เช่น ปลูกกระดูกใหม่รอบรากฟันเทียม
3. รากฟันเทียมหลวมหรือรู้สึกไม่แน่น
หากรู้สึกว่ารากฟันเทียมหลวม สาเหตุอาจเกิดจาก สกรูหรือชิ้นส่วนภายในที่ยึดครอบฟันกับรากฟันเทียมคลายตัว ซึ่งอาจเกิดจากแรงสบฟันที่กระแทกแรง การเคี้ยวของแข็งบ่อย หรือการบดเคี้ยวที่ไม่สมดุล
วิธีแก้ไขเมื่อรากฟันเทียมหลวม
- ให้ทันตแพทย์ตรวจการสบฟัน และปรับแรงบดเคี้ยวให้เหมาะสม
- ขัน ซ่อม หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนของครอบฟัน หากพบว่าสกรูหรืออะไหล่มีการคลายตัว
- หากพบว่ากระดูกที่ยึดรากฟันเทียมมีปัญหา อาจต้องรักษาเพิ่มเติมตามการประเมินของทันตแพทย์
โดยทั่วไป หากตรวจพบเร็วและได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ปัญหารากฟันเทียมหลวมมักสามารถแก้ไขได้ ก่อนที่จะลุกลามไปเป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น
4. มีกลิ่น หรือเศษอาหารติดรอบรากฟันเทียม
แม้รากฟันเทียมจะไม่ผุ แต่ครอบฟันและเหงือกรอบ ๆ ยังมีร่องที่สามารถสะสมคราบอาหารและแบคทีเรียได้ หากทำความสะอาดไม่ดี อาจเกิดกลิ่นและเหงือกอักเสบตามมาได้
วิธีแก้ไขปัญหากลิ่นหรือเศษอาหารติดรอบรากฟันเทียม
- แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันรอบรากฟันเทียมอย่างถูกวิธี ตามที่ทันตแพทย์แนะนำ
- ใช้แปรงซอกฟันหรืออุปกรณ์เฉพาะสำหรับรากฟันเทียม
- พบทันตแพทย์เพื่อตรวจและทำความสะอาดเป็นระยะ
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถอ่านสรุป ปัญหาที่พบบ่อยหลังใส่รากฟันเทียม พร้อมสาเหตุและวิธีแก้ไข ได้จากตารางด้านล่างนี้เลย
| ปัญหาที่พบบ่อย | สาเหตุหลัก | วิธีดูแล / วิธีแก้ไข |
| เสียวหรือเจ็บ เวลาเคี้ยว | รากฟันเทียมอยู่ใกล้เส้นประสาทอยู่ชิดรากฟันธรรมชาติกระดูกไม่เพียงพอ | วางแผนรักษาด้วย CT Scan ก่อนผ่าตัดปลูกกระดูกหากกระดูกไม่พอหากมีอาการ ควรกลับมาตรวจประเมิน |
| รากฟันเทียมอักเสบ (Peri-implantitis) | คราบแบคทีเรียสะสมทำความสะอาดไม่ทั่วถึงโรคเหงือกจากฟันข้างเคียง | ทำความสะอาดรอบรากฟันเทียมให้ถูกวิธีให้ทันตแพทย์ขูดคราบและรักษาการอักเสบบางกรณีอาจต้องปลูกกระดูกเพิ่มเติม |
| รากฟันเทียมหลวมหรือไม่แน่น | สกรูหรือชิ้นส่วนคลายตัวแรงบดเคี้ยวมากเกินไปการสบฟันไม่สมดุล | ตรวจและปรับการสบฟันขัน ซ่อม หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่คลายรักษาเพิ่มเติมหากกระดูกมีปัญหา |
| มีกลิ่นปากหรือเศษอาหารติด | คราบอาหารสะสมรอบครอบฟันทำความสะอาดไม่ทั่วถึง | แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธีใช้แปรงซอกฟันหรืออุปกรณ์เฉพาะตรวจและทำความสะอาดกับทันตแพทย์เป็นระยะ |
แม้ว่ารากฟันเทียมจะทำจากโลหะและ ไม่สามารถผุเหมือนฟันธรรมชาติได้ แต่ก็ยังสามารถเกิดโรคในช่องปากได้ หากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากยังเหมือนเดิม เช่น โรคเหงือกอักเสบ การอักเสบของกระดูกบริเวณรากฟันเทียม หรือปัญหากลิ่นปาก
ดังนั้น การดูแลสุขอนามัยในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ และการพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กและทำความสะอาดตามระยะ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยให้รากฟันเทียมใช้งานได้ดีและมีอายุการใช้งานยาวนาน.
การดูแลรากฟันเทียม
การป้องกันดูแลสุขลักษณะช่องปากให้ดี ป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ได้กล่าวมานั้น ย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม และความไม่สะดวกในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาเหล่านี้ เรามาดูวิธีการดูแลช่องปากสำหรับผู้ที่ใส่รากฟันเทียมกัน

- แปรงฟันอย่างถูกวิธีวันละ 2 ครั้ง โดยเน้นทำความสะอาดบริเวณรอบรากฟันเทียมและขอบเหงือกอย่างอ่อนโยน การกำจัดคราบพลัคอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการอักเสบรอบรากฟันเทียม
- ใช้ไหมขัดฟันและอุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน บริเวณซอกฟันและรอบรากฟันเทียมเป็นจุดที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ควรใช้ไหมขัดฟันหรืออุปกรณ์เฉพาะสำหรับรากฟันเทียม เพื่อช่วยกำจัดเศษอาหารและคราบแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงเหงือกอักเสบและกลิ่นปาก
- งดสูบบุหรี่ เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและกระบวนการซ่อมแซมของกระดูก ทำให้กระดูกรอบรากฟันเทียมยึดติดได้ไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงของรากฟันเทียมอักเสบและการหลุดในระยะยาว ผู้ที่ใส่รากฟันเทียมจึงควรงดหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
- พบทันตแพทย์เพื่อตรวจและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ทันตแพทย์ประเมินสภาพเหงือก กระดูก และการสบฟันรอบรากฟันเทียม หากพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น จะสามารถแก้ไขได้ง่ายก่อนลุกลามจนเกิดปัญหารุนแรง
- แจ้งทันตแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ หากมีอาการปวด บวม เหงือกแดง เลือดออก มีกลิ่นปาก หรือรู้สึกรากฟันเทียมหลวม ไม่ควรปล่อยไว้หรือพยายามแก้ไขเอง ควรรีบแจ้งและเข้ารับการตรวจจากทันตแพทย์ เพื่อป้องกันการอักเสบหรือความเสียหายที่อาจลุกลาม
FAQ ถาม-ตอบปัญหา หลังใส่รากฟันเทียม
Q1: หลังผ่าตัดใส่รากฟันเทียม ปกติมีอาการปวดกี่วัน?
ตอบ : ในช่วง 2-3 วันแรก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ หลังใส่รากฟันเทียม ผู้ป่วยมักมีอาการปวด บวม หรือรู้สึกตึงบริเวณแผลเล็กน้อย โดยอาการควรจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
หากอาการปวด รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการร่วม เช่น บวมมาก มีไข้ หรือมีหนอง ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน
Q2: หลังใส่รากฟันเทียมควรไปพบทันตแพทย์บ่อยแค่ไหน?
ตอบ : โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจรากฟันเทียมและสุขภาพช่องปาก อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อประเมินสภาพเหงือก กระดูก และการสบฟัน ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ มีโรคเหงือก หรือมีประวัตินอนกัดฟัน ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวและยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียม
Q3: ใส่รากฟันเทียมแล้วฟันยังผุได้ไหม?
ตอบ : ตัวรากฟันเทียมและวัสดุที่ใช้ จะไม่ได้ผุเหมือนฟันธรรมชาติ แต่ฟันซี่ข้างเคียง เหงือก และเนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียมมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดการผุ อักเสบ ติดเชื้อ หรือสะสมคราบแบคทีเรียได้ง่าย หากดูแลช่องปากไม่ดี
ดังนั้นการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และทำความสะอาดรอบรากฟันเทียมอย่างถูกวิธี จึงมีความสำคัญไม่แพ้การดูแลฟันธรรมชาติ
Q4: ถ้ารู้สึกว่ารากฟันเทียมหลวมต้องถอดออกไหม?
ตอบ : ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของความหลวม บางกรณีเกิดจากชิ้นส่วนครอบฟันคลาย การสบฟันไม่เหมาะสม หรือแรงบดเคี้ยวมากเกินไป ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับหรือซ่อมแซมโดยไม่ต้องถอดรากฟันเทียม
อย่างไรก็ตาม หากพบว่ากระดูกไม่ยึดกับรากฟันเทียมอย่างเพียงพอ ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
Q5: รากฟันเทียมอักเสบรักษาหายได้หรือไม่?
ตอบ : รากฟันเทียมอักเสบสามารถรักษาได้ โดยการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม ขูดคราบแบคทีเรีย และดูแลสุขภาพช่องปากอย่างใกล้ชิด แต่หากปล่อยไว้จนการอักเสบลุกลาม อาจทำให้กระดูกรอบรากฟันเทียมยุบ และในบางกรณีอาจไม่สามารถรักษารากฟันเทียมไว้ได้ ดังนั้นการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
สรุป
การรักษาสุขภาพช่องปากด้วยวิธีใส่รากฟันเทียมนั้น แม้จะเป็นทางเลือกที่นิยม มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ยาวนาน สามารถทดแทนได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก แต่ทั้งนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจตามมา หากเราดูและสุขภาพช่องปากได้ไม่ดีพอ
การสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันเวลา เพื่อลดความเสี่ยงของ รากฟันเทียมอักเสบ โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียมได้ ให้ผู้ใส่รากฟันเทียมได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจมีความสุข และยิ้มได้เต็มที่มากขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรากฟันเทียมอย่างถูกวิธี หรือเข้ารับการตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ Belix Dental Clinic ให้บริการตรวจประเมินสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลและการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดและคงผลลัพธ์ได้ในระยะยาว
👩⚕️Expert Insight by ทพญ.พิชญา วัฒนไกร
รากฟันเทียมทำจากโลหะ จึงไม่ผุเหมือนฟันธรรมชาติ และถือเป็นหนึ่งในวิธีทดแทนฟันที่ใกล้เคียงฟันจริงมากที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม รากฟันเทียมก็ยังเป็น อวัยวะเทียมที่มีอายุการใช้งาน หากใช้งานหนักหรือมีแรงกระแทกมากเกินไป ชิ้นส่วนโลหะก็อาจเกิดความเสียหายได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน เนื้อเยื่อรอบ ๆ อย่าง กระดูก เหงือก หรือฟันข้างเคียง ก็ยังสามารถเกิดโรคหรือปัญหาในช่องปากได้เหมือนเดิม
ดังนั้นจึงอาจมองรากฟันเทียมว่าเป็น “ฟันแท้ชุดใหม่” ที่เราได้รับกลับมาอีกครั้ง เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพช่องปากอย่างใส่ใจตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ฟันซี่ใหม่นี้แข็งแรงและอยู่กับเราไปได้นานที่สุด
📣หากคุณมีอาการรากฟันเทียมอักเสบ หรือพบปัญหาหลังใส่รากฟันเทียม ทีมทันตแพทย์ของ Belix Dental สาขาหลังสวน–ร่วมฤดี ใกล้ BTS เพลินจิต พร้อมตรวจประเมินด้วยการ X-Ray และวางแผนการรักษาเพื่อควบคุมการอักเสบและยืดอายุการใช้งานของรากฟันเทียม
กับทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง
ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย
ทพญ. พิชญา วัฒนไกร
ทันตแพทย์ด้านจัดฟัน, Invisalign Platinum Provider และผู้ก่อตั้ง Belix Dental