Skip to main content

ฟันผุ

เขียนโดย Belixdental

ฟันผุ เป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่ไม่ได้พบแค่เด็กเท่านั้น แต่พบได้ในทุกเพศทุกวัย ฟันผุมักเป็นปัญหาที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป อาจเพราะฟันผุเป็นเพียงรูเล็ก ๆ บนฟัน หรือบางครั้งเมื่อไม่มีอาการปวดฟันก็ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่จริง ๆ แล้ว ฟันผุเป็นโรคที่ไม่สามารถหายเองได้ และมักลุกลามอย่างเงียบ ๆ หากปล่อยเอาไว้นาน ก็อาจนำไปสู่อาการปวดฟันรุนแรง ติดเชื้อ หรืออาจถึงขั้นต้องถอนฟันออก

ดังนั้น หากเราคอยสังเกตช่องปากอยู่เป็นประจำ รู้ตัวตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ก็จะช่วยให้การรักษาฟันผุง่ายขึ้น และจะช่วยรักษาฟันให้อยู่กับเราไปได้นาน ๆ

ฟันผุคืออะไร?

ฟันผุ คือการที่โครงสร้างของฟันถูกทำลายจากกรดที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปาก แบคทีเรียเหล่านี้ออกมาเพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายน้ำตาลและแป้งจากอาหารทั้งหมดที่เราเอาเข้าปาก แล้วคายกรดออกมาทำลายผิวฟันไปเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ฟันผุจะค่อย ๆ ลุกลาม จากผิวฟันเข้าสู่ชั้นลึกของฟันได้

สาเหตุหลักของฟันผุ

  • แปรงฟันไม่สะอาด 100% โดยเฉพาะภายในซอกต่าง ๆ
  • รับประทานอาหาร เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม หรือ อาหารที่มีน้ำตาลสูงถี่ ๆ
  • มีคราบพลัคสะสมตามซอกฟัน
  • น้ำลายน้อย หรือปากแห้ง
  • ไม่ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างเป็นประจำ

ฟันผุแต่ละระยะ มีอาการอย่างไร?

ฟันผุระยะเริ่มต้น

เป็นระยะที่ฟันเริ่มสูญเสียแร่ธาตุ บนผิวฟัน มักเห็นเป็นจุดขาวขุ่น ยังไม่เกิดรู และมักจะยังไม่รู้สึกปวดฟัน ในระยะเริ่มต้นนี้เราสามารถ คืนกลับแร่ธาตุ (Reverse) และ หยุดการดำเนินต่อของกระบวนการเกิดฟันผุได้ ด้วยการเคลือบฟลูออไรด์และการดูแลสภาวะความเป็นกรดช่องปากอย่างเหมาะสม

ฟันผุถึงชั้นเคลือบฟัน

เป็นระยะที่ผิวฟันเริ่มถูกทำลาย เป็นรูขนาดเล็ก อาจเห็นเป็นจุดสีดำหรือน้ำตาลเล็ก ๆ หรือเป็นเงา ๆ ใต้ผิวเคลือบฟัน บางคนอาจเริ่มมีอาการเสียวฟัน เมื่อรับประทานของหวาน เย็นจัด หรือร้อนจัด ในระยะนี้อาจต้องรักษาโดยการอุดฟัน

ฟันผุถึงชั้นเนื้อฟัน ใกล้โพรงประสาท

เมื่อฟันผุขยายกินถึงชั้นเนื้อฟัน ฟันผุมีโอกาสลุกลามเร็วกว่า มีโอกาสเกิดอาการเสียวฟันมากกว่า และอาจปวดฟันสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น การเคี้ยว โดยเฉพาะเวลารัปประทานอาหารร้อนหรือเย็น หากปล่อยไว้ไม่ไปรักษาอาจลุกลามกินลึกขึ้นไปจนถึงชั้นประสาทโพรงประสาทฟันได้

ฟันผุใกล้โพรงประสาท-ถึงโพรงประสาทฟัน

เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด มักมีอาการปวดฟันขึ้นมา หรือปวดเสียวค้างนานและรุนแรงกว่า ปวดร้าว หรือปวดตลอดเวลา รวมถึงปวดจนตื่นนอน อาจมีอาการบวมและติดเชื้อร่วมด้วย หากเป็นถึงระยะนี้ส่วนมากมักต้องรักษาโดยการรักษารากฟัน หรือบางกรณีอาจถึงขั้นต้องถอนฟัน

วิธีการรักษาฟันผุ

ดังที่กล่าวข้างต้น ฟันผุในแต่ละระยะนั้น ต้องการการรักษาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการผุ และการประเมินจากทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์มักใช้วิธีรักษาดังนี้

1. การอุดฟัน

เหมาะสำหรับฟันผุในระยะต้น ๆ หรือผุไม่ลึก การอุดฟันจะช่วยชะลอการลุกลามของแบคทีเรีย ลดอาการเสียวฟัน และช่วยคงสภาพฟันให้ยังสมบูรณ์

2. การรักษารากฟัน

เป็นการรักษาสำหรับฟันผุในระยะที่ผุใกล้หรือทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีอาการปวดรุนแรงหรือมีการติดเชื้อ การรักษารากฟันจะเป็นการกำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกไป เพื่อรักษาให้ฟันสามารถใช้งานต่อได้ปกติ

3. การถอนฟัน

ในกรณีที่ฟันผุรุนแรงมาก จนโครงสร้างของฟันเสียหาย และไม่สามารถแก้ไขได้ หรือมีการติดเชื้อรุนแรง การถอนฟันอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา

ตารางต่อไปนี้สรุประยะของฟันผุ อาการที่พบ และแนวทางการรักษาเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ระยะของฟันผุอาการ / ข้อสังเกตวิธีการรักษาที่เหมาะสม
ฟันผุระยะเริ่มต้นผิวฟันเริ่มสูญเสียแร่ธาตุเห็นเป็นจุดขาวขุ่นบนผิวฟันยังไม่เกิดรู และมักไม่มีอาการปวดเคลือบฟลูออไรด์เพื่อฟื้นฟูผิวฟันดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสมสามารถชะลอและฟื้นฟูได้หากรักษาตั้งแต่ระยะนี้
ฟันผุถึงชั้นเคลือบฟันผิวฟันเริ่มถูกทำลายอาจเห็นเป็นจุดสีดำหรือน้ำตาลเริ่มมีอาการเสียวฟันเมื่อทานของหวาน ร้อน หรือเย็นการอุดฟัน เพื่อหยุดการลุกลามของฟันผุลดอาการเสียวฟันและคงสภาพโครงสร้างฟัน
ฟันผุถึงชั้นเนื้อฟัน เสียวฟันหรือปวดฟันเพิ่มขึ้นปวดมากขึ้นขณะรับประทานอาหารหากปล่อยไว้เสี่ยงลุกลามถึงเส้นประสาทการอุดฟัน หรือการรักษาตามดุลยพินิจของทันตแพทย์ควรรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันการลุกลาม
ฟันผุใกล้หรือถึงโพรงประสาทปวดฟันตุบ ๆ หรือปวดรุนแรงต่อเนื่องปวดร้าว อาจมีอาการบวมและติดเชื้อร่วมด้วยเป็นระยะที่รุนแรงที่สุดการรักษารากฟัน เพื่อกำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อในกรณีรุนแรงมากอาจต้องถอนฟัน

ฟันผุแต่ละระยะมีความรุนแรงและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้รักษาได้ง่าย เจ็บน้อย และสามารถคงสภาพฟันธรรมชาติไว้ได้นานที่สุด

ฟันผุ หากปล่อยไว้ ไม่รักษา จะเป็นอย่างไร?

ดังที่กล่าวถึงไปเบื้องต้น ปัญหาฟันผุ หากปล่อยเอาไว้และไม่ได้รับการรักษา แบคทีเรียจะค่อย ๆ ทำลายโครงสร้างฟันไปตั้งแต่ชั้นเคลือบฟัน ไปจนถึงโพรงประสาทที่อยู่ลึกลงไป ยิ่งลึกอาการก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้ ดังนี้

1. ปวดฟันเรื้อรัง

เมื่อฟันผุลุกลามจากชั้นเคลือบฟันเข้าสู่เนื้อฟันหรือโพรงประสาท อาการปวดจะชัดเจนขึ้น อาจปวดเป็นเป็นพัก ๆ หรือปวดต่อเนื่อง จนรบกวนการดำเนินชีวิตได้

2. หนองในฟัน

ฟันผุอาจลุกลามและติดเชื้อภายในฟันได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นหนองในฟัน เหงือกบวม และมีกลิ่นปาก ซึ่งหากไม่รักษาหรือปล่อยเอาไว้ เชื้ออาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ ฟันได้

3. ฟันแตก ฟันโยก สูญเสียฟัน

โครงสร้างฟันที่ถูกทำลายจะอ่อนแอลง ทำให้ฟันแตกหรือฟันร้าวได้ง่าย ในระยะยาวอาจส่งผลให้ฟันโยก ไปจนถึงต้องถอนออก

4. ติดเชื้อลุกลามไปยังกระดูกขากรรไกรหรืออวัยวะใกล้เคียง

ในกรณีติดเชื้อรุนแรง เชื้อสามารถลุกลามไปยังกระดูกขากรรไกร ไซนัส หรือเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ ซึ่งทำให้การรักษายากและซับซ้อนมากขึ้น

5. เคี้ยวอาหารยาก

อาการปวดฟันจะทำให้ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างละเอียดเต็มที่ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารที่ต้องทำงานหนักขึ้น

6. เสียบุคลิกภาพ ไม่มั่นใจ

นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพกายแล้ว อาการฟันผุยังส่งผลถึงความมั่นใจของเราด้วย เช่น ไม่สามารถยิ้มและพูดได้อย่างมั่นใจ คอยใช้ลิ้นดุนฟัน มีกลิ่นปากรุนแรง เป็นต้น

และนอกจากนี้ ฟันผุในเด็กที่ยังมีฟันน้ำนม ความเชื่อที่ว่าไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะคิดว่าเดี๋ยวฟันน้ำนมก็หลุดไป นั้นเป็นความเชื่อที่ผิด ฟันน้ำนมนั้นมีผลทั้งต่อการเคี้ยวอาหาร การพูด และการเรียงตัวของฟันแท้ หากปล่อยให้ฟันน้ำนมผุ อาจส่งผลต่อฟันแท้ในอนาคตได้ จึงควรได้รับการรักษาเชั่นกัน

วิธีป้องการฟันผุ

เราสามารถป้องกันการฟันผุได้ ด้วยการปรับนิสัยในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ การดูแลช่องปาก ปรับพฤติกรรมการกินและดื่ม และการตรวจสุขภาพช่องปาก

 การดูแลช่องปาก

  • แปรงฟันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้าและก่อนนอน) โดยแปรงครั้งละ 2 นาที และแปรงให้ครบทั้ง 3 ด้านของฟัน ได้แก่ ด้านนอก ด้านใน และด้านบดเคี้ยว รวมถึงลิ้นและกระพุ้งแก้ม เพื่อขจัดคราบอาหารและแบคทีเรีย
  • ควรใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ใช้ไหมขัดฟัน หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน วันละครั้ง เพื่อกำจัดคราบพลัคในบริเวณที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
  • บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์หลังมื้ออาหาร เพื่อช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย

 ปรับพฤติกรรมการกินและดื่ม

  • ลดการรับประทานของหวาน แป้งขัดขาว และน้ำอัดลม
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผักและผลไม้ ซึ่งช่วยกระตุ้นน้ำลายและดีต่อสุขภาพเหงือก
  • ดื่มน้ำเปล่า หลังจากรับประทานของหวาน จะช่วยล้างคราบน้ำตาล ลดความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ

 การตรวจสุขภาพช่องปาก

  • หมั่นพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟัน และขูดหินปูนอย่างน้อยทุก 6 เดือน
  • เด็กควรได้รับการดูแลฟันตั้งแต่ฟันน้ำนม เช่น การทาฟลูออไรด์ เคลือบหลุมร่องฟัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดฟันผุตั้งแต่วัยเด็ก

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟันผุ

Q1: ฟันผุระยะแรก ถ้ายังไม่ปวด จำเป็นต้องรักษาไหม?

ตอบ : จำเป็นต้องรักษา เพราะฟันผุระยะแรกแม้ยังไม่ปวด แต่เป็นช่วงที่รักษาได้ง่ายที่สุด หากปล่อยไว้ ฟันผุจะลุกลามลึกขึ้นจนต้องอุดฟันหรือรักษารากฟันในอนาคต

Q2: ฟันผุสามารถหายเองได้ไหม?

ตอบ : ฟันผุไม่สามารถหายเองได้ เมื่อโครงสร้างฟันถูกทำลายแล้ว จะต้องรักษาด้วยวิธีทางทันตกรรมเท่านั้น เช่น อุดฟันหรือรักษารากฟัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรง

Q3: ยังไม่เกิดรูที่ฟัน นับว่าเป็นฝันผุไหม?

ตอบ : เกิดขึ้นได้ เนื่องจากฟันผุระยะแรกอาจเห็นเป็นเพียงจุดขาวหรือการสูญเสียแร่ธาตุของผิวฟัน ซึ่งมองไม่เห็นชัด หากตรวจพบเร็ว สามารถชะลอหรือฟื้นฟูได้ด้วยฟลูออไรด์

Q4: เด็กฟันน้ำนมผุ เดี๋ยวฟันแท้ก็ขึ้น ไม่จำเป็นต้องรักษาจริงไหม?

ตอบ : จำเป็นต้องรักษา ฟันน้ำนมมีผลต่อการเคี้ยวอาหาร การพูด และการเรียงตัวของฟันแท้ หากปล่อยให้ฟันน้ำนมผุ อาจส่งผลต่อฟันแท้ในอนาคต

Q5: อุดฟันแล้ว ฟันจะผุซ้ำได้อีกไหม?

ตอบ : ฟันที่อุดแล้วสามารถผุซ้ำได้ หากดูแลช่องปากไม่ดี หรือมีคราบพลัคสะสมรอบวัสดุอุด การแปรงฟันให้สะอาด ใช้ไหมขัดฟัน และตรวจฟันสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงได้

 สรุป

ฟันผุนั้นเป็นปัญหาที่คนส่วนมากพบได้บ่อย แต่มักจะมองข้ามการดูแลอย่างถูกต้อง และมักจะปล่อยไว้ไม่ไปรักษา เพราะคิดว่าสามารถหายเองได้ แต่ในเมื่อฟันผุไม่ใช่โรคที่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงควรได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม แม้จะยังไม่มีอาการปวดก็ตาม เพราะจะเป็นระยะที่รักษาได้ง่ายที่สุด หากไม่เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ฟันผุจะลุกลามจนเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น และอาจต้องรักษาด้วยวิธีการที่ซับซ้อนและเจ็บปวดขึ้น

และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาฟันผุแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาผุซ้ำได้อีก ดังนั้นเราจึงต้องดูแลช่องปากให้ถูกวิธี ปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพบทันตแพทย์เป็นประจำ ยิ่งตรวจพบฟันผุได้เร็ว ตั้งแต่ยังไม่เห็นเป็นจุดชัดเจน ก็จะยิ่งรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อสุขภาพฟันที่ดี และมีรอยยิ้มที่มั่นใจได้ในทุกวัน

ที่ Belix Dental Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากเชิงป้องกัน ควบคู่กับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจพบปัญหาฟันผุได้ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล และช่วยให้คุณมีรอยยิ้มที่มั่นใจได้ในทุกวัน

👩‍⚕️Expert Insight by ทพญ.พิชญา วัฒนไกร

รู้หรือไม่? คำแนะนำให้ ตรวจฟันและขูดหินปูนทุก 6 เดือน มาจากหลักทันตกรรมเชิงป้องกัน เพราะฟันผุสามารถเริ่มต้นและลุกลามได้ในเวลาไม่นาน หากมีคราบจุลินทรีย์และน้ำตาลสะสมต่อเนื่อง

ทันตแพทย์มักเปรียบว่า ฟันผุเหมือนปลวกที่ค่อย ๆ กัดกินผนังบ้าน ช่วงแรกจากภายนอกอาจดูแทบไม่เห็นความเสียหาย แต่ภายในโครงสร้างเริ่มถูกทำลายไปทีละน้อย จนวันหนึ่งผนังอาจผุหรือพังลงได้ เช่นเดียวกับฟันที่เริ่มผุจากจุดเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ลุกลามลึกเข้าไปในเนื้อฟัน

แม้ยาสีฟันสมัยใหม่จะมีส่วนผสมที่ช่วย ชะลอฟันผุในระยะเริ่มต้น เช่น Fluoride, CPP-ACP หรือ Hydroxyapatite แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อให้พบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที

📣หากคุณมีปัญหาฟันผุ เสียวฟัน หรือฟันแตกจากฟันผุ ทีมทันตแพทย์ของ Belix Dental สาขาหลังสวน–ร่วมฤดี ใกล้ BTS เพลินจิต พร้อมประเมินความลึกของรอยผุด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายดิจิทัลความละเอียดสูง และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม ทั้งอุดฟันหรือรักษารากฟันตามความจำเป็น


เริ่มต้นดูแลรอยยิ้มของคุณ
กับทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง
เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
📍 Belix Dental (หลังสวน-ร่วมฤดี) | ใกล้ BTS เพลินจิต

ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความนี้ ได้รับการตรวจสอบโดย

ทพญ. พิชญา วัฒนไกร
ทันตแพทย์ด้านจัดฟัน, Invisalign Platinum Provider และผู้ก่อตั้ง Belix Dental